อิหร่านกำลังจะกลับมาเป็น ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ ในตลาดน้ำมันโลกอีกครั้ง หลังสหรัฐตกลงผ่อนคลายข้อจำกัดส่งออกน้ำมัน ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่ เปิดทางให้เตหะรานมีโอกาสโกยรายได้ ‘กว่า 2 ล้านล้านบาท’ ต่อปี
การที่สหรัฐ “ออกใบอนุญาต” ให้อิหร่านส่งออกน้ำมันไปทั่วโลกได้อีกครั้งตามข้อตกลงสันติภาพ นักวิเคราะห์ประเมินว่า นี่อาจทำให้เตหะราน “มีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน” กว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ หรือ “ราว 2 ล้านล้านบาท” ต่อปี หากสามารถฟื้นกำลังการผลิตกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามได้
สัญญาณแรกของการผ่อนคลายเริ่มปรากฏขึ้นแล้ว เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ บรรทุกน้ำมันดิบรวมกว่า 5 ล้านบาร์เรล ออกจากท่าเรือชาบาฮาร์ และเดินทางข้ามแนวปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่า การส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
นักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยให้อิหร่านสามารถ “ขายน้ำมันได้ในราคาที่สูงขึ้น” หลังจากหลายปีที่ผ่านมา เตหะรานต้องพึ่งพาเครือข่ายขนส่งลับ และถูกจำกัดให้ขายน้ำมันแก่ผู้ซื้อได้ไม่กี่ราย โดยเฉพาะโรงกลั่นอิสระในจีนที่มัก “กดราคาน้ำมันอิหร่าน” อย่างหนัก ปัจจุบันจีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านราว 80% ของการส่งออกทั้งหมด
“บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ อาจไม่ได้เปิดเศรษฐกิจอิหร่านอย่างเสรีทั้งหมด แต่จะทำให้อิหร่าน ‘มีรายได้จำนวนมาก’ และมีแนวโน้มที่จะสามารถเข้าถึงรายได้เหล่านั้นได้จริง” ริชาร์ด เนฟฟิว อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันทำงานที่มหาวิทยาลัย Columbia กล่าว
เนฟฟิว ประเมินว่า อิหร่านอาจสร้างรายได้จากการส่งออกน้ำมันได้ราว 8,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 แสนล้านบาท) ภายในช่วงสองเดือนแรกของข้อตกลงนี้ และตลอดระยะเวลา 1 ปี อิหร่านอาจมีรายได้จากการขายน้ำมันกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์หรือราว 2 ล้านล้านบาท หากสามารถกลับมาผลิตได้ในระดับก่อนสงครามและอิงตามราคาน้ำมันในปัจจุบัน
ในอีกด้านหนึ่ง ข้อตกลงดังกล่าวกำลังสร้างความกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง รวมถึงอิสราเอล เนื่องจากรายได้มหาศาลที่หลั่งไหลกลับสู่อิหร่าน อาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาล ฟื้นฟูศักยภาพกองทัพ รวมถึงสนับสนุนกลุ่มตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาค อย่างฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และฮูตี
“ความเสี่ยงก็คือ คุณกำลังทำให้รัฐบาลอิหร่าน ‘แข็งแกร่งขึ้น’ ด้วยการอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบ” ไมเคิล ซิงห์ อดีตผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตะวันออกกลาง ประจำสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในสมัยรัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น สหรัฐยังให้คำมั่นในข้อตกลงว่า จะเปิดช่องทางให้อิหร่านเชื่อมต่อกับระบบธนาคารได้ ซึ่งจะทำให้อิหร่านสามารถนำรายได้จากการส่งออกน้ำมันกลับเข้าสู่ประเทศได้โดยตรง
ด้วยเหตุนี้ บรรดาคนกลางจากประเทศอาหรับมองว่า ข้อตกลงฉบับนี้อาจถือเป็น “ชัยชนะของอิหร่าน” อีกทั้งยังอาจทำให้อิหร่านกลายเป็นคู่แข่งรายใหม่ที่หลุดพ้นจากข้อจำกัดในตลาดน้ำมันโลก
ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เตือนว่า หากอิหร่านกลับมาผลิต และส่งออกน้ำมันได้เต็มศักยภาพ พร้อมกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ โลกอาจเผชิญ “ภาวะน้ำมันล้นตลาด” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
IEA คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027 ซึ่งสูงกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันอย่างมาก ส่งผลให้ “ความเสี่ยงของภาวะน้ำมันล้นตลาด” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ อิหร่านเคยผลิตน้ำมันได้ 5-6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนสงคราม โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า หากได้รับเงินลงทุน เทคโนโลยี และบริการจากต่างชาติอย่างเต็มที่ อิหร่านอาจเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


