สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า มาตรการผ่อนปรนตามข้อตกลงยุติสงครามระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน อาจเสริมความมั่งคั่งให้กับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งสหรัฐและชาติตะวันตกขึ้นบัญชีว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย โดยคาดการณ์ว่ากองกำลังกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรและการเปิดประเทศรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล
แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่าน 4 รายเปิดเผยว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) อยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุดในการรับผลประโยชน์ทางการเงินที่จะเกิดขึ้นจากการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร การฟื้นฟูการส่งออกน้ำมัน และการลงทุนจากต่างชาติ
ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่ประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สหรัฐจะอนุญาตให้ผ่อนปรนการขายน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร และหากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมมากขึ้นในระยะต่อไป อาจนำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ทั้งหมด พร้อมเปิดทางให้อิหร่านเข้าถึงกองทุนฟื้นฟูประเทศมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา IRGC เติบโตขึ้นภายใต้เงาของการคว่ำบาตร โดยได้สร้างอาณาจักรธุรกิจ (Commercial empire) ขนาดมหึมาที่ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมน้ำมัน การก่อสร้าง การเดินเรือ โทรคมนาคม ไปจนถึงการบริหารจัดการท่าเรือ
แม้ IRGC จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่แน่ชัด แต่แหล่งข่าวระบุว่าความพยายามใดๆ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะยิ่งเป็นการขยายฐานอำนาจทางการเงินของกลุ่มนี้ โดยปัจจุบัน บริษัทวิศวกรรมในเครืออย่าง คาตัม อัล-อันเบีย (Khatam al-Anbia) เป็นผู้ควบคุมบริษัทลูกอีกหลายร้อยแห่งที่รับผิดชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานขนาดใหญ่ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์
บทบาทของกลุ่มนี้ยิ่งทวีความสำคัญและทรงอิทธิพลมากขึ้นนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีที่ได้คร่าชีวิต อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้ IRGC ขยายอำนาจภายในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุด ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่
แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า IRGC คือผู้ชนะที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ และเป็นกลุ่มที่พร้อมรับผลประโยชน์สูงสุดหากมีการยกเลิกการคว่ำบาตร เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้บริหารเครือข่ายหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรมาโดยตลอดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจของ IRGC อาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการฟื้นฟูประเทศ เนื่องจากกฎหมายการลงทุนของอิหร่านบังคับให้บริษัทต่างชาติต้องร่วมทุนกับธุรกิจท้องถิ่น ทำให้กลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับ IRGC กลายเป็นผู้คุมประตู (Gatekeepers) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงภาคธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลที่สุดของประเทศ
นั่นหมายความว่า หากบริษัทตะวันตกกลับเข้าไปลงทุนในตลาดอิหร่าน อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการทำธุรกิจร่วมกับนิติบุคคลที่เชื่อมโยงกับ IRGC โดยทางตรงหรือทางอ้อม เจเรมี พาเนอร์ อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนด้านการคว่ำบาตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ ชี้ให้เห็นว่า
"IRGC คือผู้อยู่เบื้องหลังการชักใยภาคอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งหมด ดังนั้น บริษัทสหรัฐจึงไม่อาจเพิกเฉยต่อความเสี่ยงทางกฎหมายได้"
แม้การส่งออกน้ำมันจะได้รับอนุญาตภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว แต่ความเสี่ยงทางกฎหมายสำหรับภาคธุรกิจสหรัฐยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะภายใต้กฎหมายต่อต้านผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ปี 2016 ที่เปิดทางให้เหยื่อจากเหตุโจมตีสามารถฟ้องร้องบริษัทสหรัฐที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายอย่าง IRGC ได้
แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านประเมินแนวโน้มในอนาคตว่า แม้ท้ายที่สุดกระบวนการเจรจาจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในวงกว้าง และมาตรการคว่ำบาตรยังคงมีผลบังคับใช้ IRGC ก็จะยังคงได้รับผลประโยชน์จากการผ่อนผันการส่งออกน้ำมันชั่วคราวอยู่ดี และสามารถรักษาอำนาจเหนือระบบเศรษฐกิจของประเทศไว้ได้อย่างเหนียวแน่นผ่านประสบการณ์การจัดการเครือข่ายใต้ดิน
ทั้งนี้ ในอดีตการเติบโตทางเศรษฐกิจของ IRGC ถูกเร่งปฏิกิริยาจากมาตรการคว่ำบาตรโครงการนิวเคลียร์ในช่วงต้นยุค 2000 จนกระทั่งการดำเนินธุรกิจเริ่มเผชิญความยากลำบากเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ นำนโยบายกดดันขั้นสูงสุดมาใช้ตั้งแต่ปี 2018 และขยายผลต่อเนื่องมาจนถึงวาระปัจจุบัน ซึ่งแม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยอุดช่องโหว่และเพิ่มต้นทุนในการดำเนินเครือข่ายธุรกิจเถื่อนให้สูงขึ้น แต่ความจริงที่ว่าเศรษฐกิจอิหร่านยังคงถูกผูกขาดโดยเครือข่ายเหล่านี้ สะท้อนว่าการปลดแอกเศรษฐกิจอิหร่านจากมาตรการคว่ำบาตร โดยไม่ให้ผลประโยชน์ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มที่ชาติตะวันตกมองว่าเป็นภัยคุกคามนั้น ถือเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลวอชิงตันในระยะยาว


