เมื่อบ้านแพง รายได้โตไม่ทัน และ AI คุกคามตลาดแรงงาน คนรุ่นเจน Z จำนวนไม่น้อยจึงหันสู่หุ้น คริปโท และสินทรัพย์เสี่ยง หวังเร่งสร้างฐานะเพื่อคว้า 'อเมริกันดรีม' ที่ไกลเกินเอื้อม
สำหรับคนอเมริกันรุ่นก่อน ความฝันในการมีบ้าน มีครอบครัว และมีเงินพอเกษียณอาจเกิดขึ้นได้จากการทำงานหนักและอดทนเก็บออม แต่สำหรับคนรุ่น Gen Z จำนวนไม่น้อย สูตรสำเร็จดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถาม เมื่อราคาบ้านพุ่งสูงกว่ารายได้ เงินเฟ้อกัดกร่อนรายได้และเงินออม ความเหลื่อมล้ำขยายตัว และอนาคตการทำงานยังถูกท้าทายจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ในโลกที่ "อเมริกันดรีม" ดูไกลเกินเอื้อม การเทรดหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี และสินทรัพย์เสี่ยงจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการเก็งกำไร แต่กลายเป็นความหวังในการเร่งสร้างความมั่งคั่งและซื้ออิสรภาพทางการเงินในยุคนี้
ตอนที่อิช ลูคีย์ ทำงานพาร์ตไทม์ที่ปั๊มน้ำมัน และใช้ชื่อแม่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเป็นครั้งแรกเขามีอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น และเมื่อโตขึ้นความสนใจเทรดหุ้นก็ยังไม่เคยหมดลง เพียงแต่คราวนี้ใช้ชื่อตัวเองเปิดพอร์ตใน Robinhood
ต่อมาในช่วงกระแสคลั่ง "หุ้นมีม" ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน Reddit เมื่อต้นปี 2021 หรือช่วงโควิดที่ทุกคนต้องอยู่แต่กับบ้าน ความเชื่อทั่วไปในเวลานั้นคือ เมื่อโควิดจบลงและกลับสู่ภาวะปกติ เด็กหนุ่มอย่างลูคีย์คงเบื่อการนั่งจ้องกราฟหน้าจอและออกไปใช้ชีวิตนั่งเรียน ออกเดต ปาร์ตี้ตามปกติ แต่ลูคีย์และอีกหลายคนไม่ได้เลิก พวกเขาเข้าร่วมชุมชน r/TheRaceTo100K ซึ่งเป็นกลุ่มของคนที่มีเป้าหมายสร้างมูลค่าสินทรัพย์สุทธิให้ถึง 100,000 ดอลลาร์ และยังมีกลุ่มย่อยสำหรับผู้ที่ตั้งเป้าระดับ 1 ล้านดอลลาร์หรือ 10 ล้านดอลลาร์อีกด้วย
ปัจจุบัน ลูคีย์วัย 23 ปี เป็นพนักงานขายสินค้าแฟชั่น และยังคงขลุกอยู่กับคอมมูนิตีที่สนับสนุนความทะเยอทะยานในการเทรดเพื่อสร้างตัวไว้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองและการซื้อบ้าน
“ค่าครองชีพที่แพงขนาดนี้ มันยากมากกับคนที่จะทำเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จ สมัยก่อนคนสามารถทำได้เพราะรายได้สูง หรืออย่างน้อยก็รายได้ระดับกลางค่อนข้างสูงแค่งานเดียว เมื่อผู้คนเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็ต้องถามตัวเองว่า แล้วจะใช้เครื่องมืออะไรในการเพิ่มความมั่งคั่งสุทธิให้ตัวเอง”
สู่ยุคเดิมพัน 'หุ้น-คริปโท-ออปชัน-ทำนายผล'
การพนันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มายาวนาน แม้แต่บรรพบุรุษในยุคโบราณก็ยังใช้กระดูกข้อเท้าของสัตว์มาเสี่ยงทายผล แต่ในประวัติศาสตร์สหรัฐยุคใหม่ เส้นแบ่งระหว่าง “การลงทุน” กับ “การพนัน” อาจไม่เคยเลือนรางเท่าทุกวันนี้มาก่อน
บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ประเมินว่า สัดส่วนการซื้อขาย "หุ้น" (Stocks) ที่มาจากนักลงทุนรายย่อย เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยที่เคยถูกเรียกว่าแม่บ้านพ่อบ้านนักลงทุน ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของปริมาณการซื้อขาย "ออปชัน" (Options) ที่ทำสถิติสูงสุด โดยเฉพาะสัญญาระยะสั้นที่ดูเหมือนใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่มีความผันผวนสูงกว่ามาก
ขณะที่ "คริปโทเคอร์เรนซี" (Cryptocurrency) ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ แม้จะเผชิญทั้งคดีฉ้อโกงและการปรับฐานรุนแรงหลายครั้ง ส่วนแพลตฟอร์มการทำนายผล (Prediction markets) ก็แทบจะถูกกฎหมายทั่วทั้ง 50 รัฐแล้ว ซึ่งนอกจากทำนายผลกีฬาแล้ว หากใครอยากพนันว่าประธานาธิบดีสหรัฐจะใช้ฉายาอะไรเรียกศัตรูทางการเมือง หรืออยากเดิมพันว่า อีลอน มัสก์ จะโพสต์ข้อความบน X กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
บลูมเบิร์กระบุว่า โซเชียลมีเดียและการออกแบบแอปพลิเคชันซื้อขายให้มีลักษณะคล้ายเกม มีบทบาทสำคัญต่อปรากฏการณ์นี้ แต่สำหรับลูคีย์และคนอีกจำนวนมาก การเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล หากมองจากสภาพเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน ที่ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งเพิ่มสูงขึ้น ความฝันเรื่องการเป็นเจ้าของบ้านยิ่งไกลเกินเอื้อม และ AI กำลังถูกคาดหมายว่าจะเข้ามาแทนที่งานที่มีรายได้สูงจำนวนมาก ในบริบทเช่นนี้ จุดประสงค์ของการเสี่ยงโชคอาจไม่ใช่เรื่องความบันเทิง แต่คือความก้าวหน้าในชีวิต
สำหรับคนจำนวนมาก การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแค่อย่างเดียว ซึ่งเดิมมักถูกยกให้เป็นเส้นทางสร้างความมั่งคั่งที่ปลอดภัย ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว แม้ดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 11% ต่อปีตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ดีและช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้ชาวอเมริกันรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก แต่สำหรับ "คนที่เริ่มต้นจากศูนย์" ผลตอบแทนดังกล่าวแทบไม่มีความหมายในการสร้างตัวหรือพลิกชีวิตใหม่
“ผลตอบแทน 10% ต่อปีจะดูดีมาก ถ้าคุณมีเงินทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก แต่สำหรับเป้าหมายทางการเงินที่ผมต้องการ ผมต้องได้ผลตอบแทนที่สูงกว่านั้นมาก” ลูคีย์กล่าว
ลูคีย์ชอบใช้กลยุทธ์ที่เขาเรียกว่า “แคมเปญ” โดยซื้อ Call Options ของหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับตัวลงแรงเกินเหตุจากข่าวร้าย การทำความเข้าใจตราสารอนุพันธ์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาศึกษาด้วยตัวเองผ่านยูทูบว์และแหล่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เรียนรู้เรื่อง Theta, Gamma และ Delta ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคาออปชัน
“ผมขาดทุนครับ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น คุณต้องจ่ายเป็นค่าเรียนก่อน แล้วหลังจากนั้นมันก็จะดีขึ้นมาก” ลูคีย์ยอมรับถึงการลงทุนที่ไม่ง่ายในช่วงแรก
เมื่อหมดหวังจึงยอมเสี่ยง
บางคนอาจเรียกเขาว่า “degen” ซึ่งเป็นคำย่อในโลกออนไลน์ของคำว่า “degenerate” หรือคนที่ชอบเสี่ยงแบบสุดโต่ง สะท้อนวัฒนธรรมการรับความเสี่ยงสูงในหมู่นักเก็งกำไร ขณะที่บางคนเรียกทัศนคติแบบนี้ว่า “Financial Nihilism” หรือแนวคิดสิ้นหวังทางการเงิน กล้าเสี่ยงเพราะหมดหวังที่จะรวย ซึ่งเป็นคำที่ได้รับความนิยมจากเดเมทรี โคฟินาส พอดแคสเตอร์ชื่อดัง
ผลสำรวจของหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินสหรัฐ (FINRA) ในปี 2025 พบว่า นักลงทุนประมาณ 1 ใน 3 เชื่อว่าตนเองจำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงสูงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 35 ปี สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 62%
ตัวเลขอื่นๆ ก็สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ 29% ต่างเคยซื้อหุ้นมีมหรือสินทรัพย์ลงทุนที่กำลังเป็นกระแส, 43% เคยซื้อขายออปชัน, และ 22% เคยนำเงินที่กู้ยืมมาลงทุน ขณะที่ผลสำรวจอีกฉบับจาก Northwestern Mutual Life Insurance พบว่า 80% ของคนเจน Z และ 75% ของกลุ่มคนเจน Y สนใจ "การลงทุนแบบเก็งกำไร" เพราะรู้สึกว่าตัวเอง “ตามหลังทางการเงิน” เมื่อเทียบคนอื่นๆ
สภาพจิตวิทยาของกลุ่ม degen สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ตามทฤษฎี "Prospect Theory" ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสองคน คือ แดเนียล คาห์เนมัน และอามอส ทเวอร์สกี มนุษย์มักประเมินความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยากให้สูงเกินจริง และมีแนวโน้มยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังตามหลังคนอื่น
งานวิจัยทางวิชาการในปี 2025 ชื่อ "The Inflation Gamble" พบว่า ความต้องการซื้อหุ้นที่มีลักษณะคล้ายลอตเตอรี่ ซึ่งมีความผันผวนสูงและมีโอกาสให้ผลตอบแทนมหาศาลแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่บ่อย จะเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผลการศึกษานี้ขัดแย้งกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมที่มองว่าเงินเฟ้อควรทำให้การลงทุนความเสี่ยงสูงน่าสนใจน้อยลง เพราะรายได้ในอนาคตมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
งานวิจัยล่าสุดบางชิ้นยังบ่งชี้ว่า พฤติกรรมเสี่ยงลักษณะนี้ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในกลุ่มคนที่ “เกือบ” จะซื้อบ้านได้แล้ว แต่ก็ยังทำไมได้
ซึง ฮยอง ลี จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น และยัง กึน ยู จากมหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่า จากข้อมูลสำรวจทางการเงิน การถือครองคริปโทของคนที่เป็นเจ้าของบ้าน จะเพิ่มขึ้นตามระดับความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับคนที่ยังเช่าบ้านอยู่ สัดส่วนการลงทุนในคริปโทกลับสูงสุดในกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลาง
ในทำนองเดียวกัน เมื่อราคาที่อยู่อาศัยในพื้นที่สูงขึ้นจนซื้อบ้านได้ยาก ครัวเรือนรายได้ต่ำสุดและสูงสุดมักจะลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง แต่กลุ่มรายได้ปานกลาง ซึ่งพอมีเงินเก็บอยู่บ้างแต่ยังไม่พอซื้อบ้าน กลับเพิ่มการลงทุนเสี่ยงมากขึ้น เพื่อทดสอบแนวคิดดังกล่าว นักวิจัยได้สร้างแบบจำลองทางสถิติเพื่อติดตามพฤติกรรมของชาวอเมริกันที่เกิดในปี 1990 และพบว่า เมื่อผู้เช่าบ้านเริ่มยอมแพ้ต่อความฝันในการเป็นเจ้าของบ้าน พวกเขาจะบริโภคมากขึ้น ทำงานน้อยลง และยอมรับความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น
“ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพยายามเสี่ยงโชคเพื่อให้ได้บ้าน เมื่อพวกเขาเริ่มตระหนักว่าวิธีดั้งเดิมอย่างการทำงานหนัก เก็บออม และลงทุนอย่างปลอดภัย ไม่ได้ช่วยรับประกันอีกต่อไปว่าจะพาไปถึงความฝันแบบอเมริกันดรีมได้” ยัง กึน ยู ซึ่งปัจจุบันอายุ 30 ปีกล่าว ก่อนทิ้งคำถามที่ชวนคิดว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากคนทั้งรุ่นยอมแพ้พร้อมกัน”
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยว่าปัญหาความสามารถในการซื้อบ้านเป็นต้นเหตุหลักของกระแสเก็งกำไรที่กำลังเกิดขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤติค่าครองชีพเป็นเพียงข้ออ้างที่ช่วยให้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์เข้าถึง "สัญชาตญาณการชอบเสี่ยง" ของมนุษย์ได้ง่ายขึ้น โดยทำให้การลงทุนดูสนุก เข้าถึงง่าย และให้ความรู้สึกว่าสามารถรวยได้จริง
แพลตฟอร์มเทรดหุ้นอย่าง Robinhood เคยเฉลิมฉลองการซื้อขายครั้งแรกของผู้ใช้งาน ด้วยภาพกราฟิกพลุและกระดาษโปรยสีสันสดใสบนหน้าจอ ก่อนจะยกเลิกฟีเจอร์ดังกล่าวหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักว่า พยายามเปลี่ยนมุมมองการลงทุนให้กลายเป็นแค่เกม ขณะที่บางแพลตฟอร์มพยายามเข้าหาคนที่กำลังกังวลเรื่องการเงินโดยตรง ในโฆษณาบน TikTok ของแพลตฟอร์มทำนายผล "Kalshi" มีภาพหญิงสาวคนหนึ่งพร้อมข้อความว่า “ฉันจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าอยู่แล้ว แต่ฉันได้เงินค่าเช่าสองปีจากการทำนายผลผ่าน Kalshi” โฆษณาดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักและได้ถูกถอดออกในภายหลัง
งานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปี 2024 พบว่า โดยภาพรวมแล้ว คนรุ่นเจน Y หรือมิลเลนเนียล มีฐานะทางการเงินดีกว่าคนรุ่นเจน X แต่ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Sociology พบว่า ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคนรุ่นเจน Y ก็มีความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่มสูงกว่าที่คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เคยเผชิญในวัยเดียวกัน
สำหรับ ทิโมธี ฟง ศาสตราจารย์จิตเวชศาสตร์คลินิก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ซึ่งรักษาผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมเสพติด รวมถึงโรคติดการพนันมองว่า "การเพิ่มขึ้นของกลุ่ม degen ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความต้องการใช้ชีวิตให้เต็มที่ในปัจจุบัน และความปรารถนาที่จะเลียนแบบวิถีชีวิตหรูหราที่พบได้ทั่วไปตามโซเชียลมีเดีย"
“คนหนุ่มสาวมองสิ่งที่มีความเสี่ยงทางการเงินเป็นทางออก ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะค่อยๆ ก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง” ฟงกล่าว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมรับว่าท่ามกลางความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ AI และปัญหาค่าครองชีพ ความรู้สึก "สิ้นหวังต่ออนาคต" ในระดับหนึ่ง อาจกำลังผลักดันให้ผู้คนหันไปรับความเสี่ยงมากขึ้น
ลอตเตอรี่ของคนรุ่น Gen Z
เพรสตัน คูตส์ ยังจำได้ดีถึงครั้งแรกที่เขาประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ในการลงทุน ในวันเกิดอายุ 19 ปีตอนที่เขากำลังช่วยแม่ทำงานในสวน หุ้นขนาดเล็กตัวหนึ่งที่เขาพบจากเรดดิตชื่อ Genius Brands International ซึ่งปัจจุบันคือ Kartoon Studios พุ่งขึ้น 10% ภายในเวลาเพียง 20 นาที หลังจากเขานำเงินเก็บทั้งชีวิตจำนวน 3,000 ดอลลาร์เข้าไปลงทุน
ก่อนหน้านั้นไม่นาน คูตส์ ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองฟีนิกซ์ เพิ่งซื้อหุ้นตัวแรกคือ Disney เพราะบริการ Disney+ ที่กำลังจะเปิดตัว เขาไม่เคยเล่นการพนันหรือเข้าคาสิโนมาก่อน แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นเปลี่ยนมุมมองของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
“เวลาคนถูกแจ็กพอต หรืออะไรก็ตามที่เขาเรียกกันในคาสิโน ผมคิดว่ามันคงให้ความรู้สึกแบบนั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอัจฉริยะ เหมือนเพิ่งได้เงินจากศูนย์ จากที่ไม่มีอะไรเลย”
หลังจากนั้นหลายปี คูตส์พยายามไล่ตามความรู้สึกแบบเดียวกันอีกครั้งผ่านหุ้นเพนนีสต็อก คริปโทเคอร์เรนซี และออปชัน แต่ยิ่งขาดทุน เขาก็ยิ่งรับความเสี่ยงมากขึ้น นำแม้กระทั่งเช็คเงินช่วยเหลือช่วงโควิด-19 จากรัฐบาลไปใส่ในบัญชี Robinhood แถมยังยืมเงินจากพี่ชายมาลงทุน เขาถูก "ล้างพอร์ต" อีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว หลังมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐจุดชนวนเทขายครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น
แต่ถึงอย่างนั้น คูตส์ก็ยังชอบเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เพราะเขากังวลว่าดัชนีต่างๆ กำลังกระจุกตัวอยู่กับกระแส AI มากเกินไป เมื่อผลตอบแทนสะสมตลอด 6 ปีของเขากลับมาเป็นบวกราว 30% อีกครั้ง เขาก็นำกราฟผลตอบแทนไปโพสต์โชว์ในชุมชน r/wallstreetbets ทั้งที่ในช่วงเวลาเดียวกัน หากลงทุนใน S&P 500 เงินของเขาน่าจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
“มันก็อวดนิดๆ นั่นแหละ แม้ผลตอบแทนของผมจะแย่มากก็ตาม” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ “ผมหวังว่าจะมีใครสักคนเห็นโพสต์นั้นแล้วบอกตัวเองว่า ‘ฉันจะเลิกทำเรื่องเสี่ยงบ้าบอแบบนี้เสียที’”
อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยแทบทั้งหมดให้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกัน และไม่ค่อยเป็นข่าวดีนัก "นักลงทุนรายย่อยมักซื้อขายบ่อยเกินไป จ่ายต้นทุนธุรกรรมสูงเกินไป มักตกเป็นเหยื่อของกระแส และมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป"
งานวิจัยของแบรด บาร์เบอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการเงินแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนรายย่อยมักเข้าไปซื้อสินทรัพย์ที่กำลังพุ่งแรงในช่วงที่ราคาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว ขณะที่งานวิจัยที่เขาร่วมเขียนเมื่อปี 2014 พบว่า มีนักลงทุนที่ซื้อขายรายวันหรือ "Day Trader" ไม่ถึง 1% เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
แม้แต่ในตลาดรูปแบบใหม่อย่าง Prediction Markets หรือแพลตฟอร์มทำนายผล หลักฐานเบื้องต้นจากนักวิชาการกลุ่มอื่นก็พบรูปแบบคล้ายกัน นักลงทุนมักชื่นชอบการเดิมพันที่มีโอกาสสำเร็จน้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูง แต่มักถูกต้นทุนต่างๆ กัดกินผลกำไรในท้ายที่สุด
“พฤติกรรมจำนวนมากเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนโดยรูปแบบเสพติดที่คล้ายกับโซเชียลมีเดีย เป็นการกระตุ้นความรู้สึกพึงพอใจจากกำไรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว” บาร์เบอร์กล่าว
สภาพแวดล้อมของตลาดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้การแยกแยะระหว่าง “โชค” กับ “ฝีมือ” เป็นเรื่องยากขึ้น จนเกิดมีมยอดนิยมบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นภาพชายคนหนึ่งชี้นิ้วเข้าหาตัวเองในกระจก พร้อมข้อความว่า “ไม่ใช่เพราะตลาดกระทิงหรอก นายนั่นแหละคืออัจฉริยะจริงๆ”
คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ว่าคนรุ่นใหม่กำลังเก็งกำไรมากขึ้นหรือไม่ แต่คือหากตลาดเข้าสู่ "ภาวะขาลง" ยาวนานอีกครั้ง เหมือนหลังฟองสบู่ดอทคอมแตก กระแสการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยจะซบเซาลงเหมือนในอดีตหรือไม่
รีด โจฮาล ชาวแคนาดาวัย 26 ปี ซึ่งใช้ชีวิตสลับไปมาระหว่างแวนคูเวอร์และซิดนีย์ รู้จักคริปโทเป็นครั้งแรกในปี 2016 ระหว่างไปเยี่ยมลูกพี่ลูกน้องที่รัฐวอชิงตัน ซึ่งแม้จะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ก็กำลังขุด "บิตคอยน์" อยู่ที่บ้านไปด้วย ปัจจุบันโจฮาลเป็นนักเทรดเต็มเวลา และมองว่านักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มขึ้นทำให้ตลาดตอบสนองต่อกระแสและเรื่องเล่าบนโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อคนเก็งกำไรอย่างเขา
“เมื่อคุณมี TikTok มีเรื่องเล่าการลงทุน มีกระแส มีโมเมนตัม คุณก็สามารถเทรดได้โดยแทบไม่ต้องเข้าใจเรื่องกระแสเงินสดที่ซับซ้อน หรือไม่จำเป็นต้องมีปริญญาการเงินเลย มันเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัม”
โจฮาลมองว่าการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินได้กลายเป็น “ลอตเตอรี่ของคนรุ่นนี้” หรือที่เขาเรียกว่าอเมริกันดรีมยุคใหม่ และเขาเชื่อว่า "ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น หาก AI ทำให้คนจำนวนมากตกงาน"
“ทุกคนจะหันมาเทรดกันหมดไหม? ก็น่าจะมีคนจำนวนมากที่กำลังมองหาวิธีหาเงินเพิ่มใช่ไหมล่ะ”
สำหรับแอลลิสัน ชเรเกอร์ นักวิจัยอาวุโสแห่ง Manhattan Institute และคอลัมนิสต์ของ Bloomberg Opinion สิ่งที่น่าสนใจคือ "ความย้อนแย้ง" ในพฤติกรรมของคนรุ่น Gen Z แม้จะชอบเทรดและการลงทุนเก็งกำไร แต่งานวิจัยจำนวนมากกลับพบว่าคนรุ่นนี้มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในด้านอื่นๆ ของชีวิตมากกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาออกเดตน้อยลง ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ย้ายถิ่นฐานน้อยลง เปลี่ยนงานน้อยลง และเริ่มต้นธุรกิจใหม่กันน้อยลง
นักเศรษฐศาสตร์บางคนอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นผลจาก "การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ" แต่ชเรเกอร์มองต่างออกไป โดยเห็นว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่มีต่อเนื่องมาหลายรุ่นคือ "การยอมรับความเสี่ยงในกิจกรรมที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจริงๆ ลดลงเรื่อยๆ" ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมมีความมั่งคั่งมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่กลับเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงการเดิมพันที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่มีโอกาสประสบความสำเร็จต่ำ ได้ง่ายกว่าที่เคย
“สิ่งที่ฉันกังวลก็คือ หากนี่คือช่องทางที่ผู้คนใช้ระบายการอยากยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง และในเมื่อความสำเร็จของมันมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก ท้ายที่สุดมันอาจยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม” ชเรเกอร์กล่าว “ฉันกังวลว่าผู้คนจะผิดหวัง และยิ่งไม่กล้าเสี่ยงในเรื่องที่สร้างคุณค่าจริงๆ”
อย่างไรก็ตาม คูตส์และลูคีย์ ซึ่งต่างใช้ Robinhood มาหลายปีแล้ว มองเรื่องนี้ต่างออกไป ทั้งคู่เชื่อว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่เป็นเพียงขั้นตอนระหว่างหนทางสู่เป้าหมายที่แท้จริง สำหรับคูตส์ เป้าหมายหรือความฝันนั้นคือการสร้างสตาร์ตอัปด้านโครงสร้างพื้นฐานบนดวงจันทร์ ส่วนลูคีย์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนนักว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อย เขาก็อยาก "เกษียณ" ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“ในสังคมทุนนิยม คุณต้องซื้ออิสรภาพของตัวเอง”
ที่มา: Bloomberg


