กรุงมอสโกของรัสเซีย กำลังเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและความเสี่ยงที่เชื้อเพลิงจะขาดแคลน หลังจากยูเครนโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดด้วยโดรนเกือบ 200 ลำ พุ่งเป้าถล่มโรงกลั่นน้ำมันกลางเมืองหลวงเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมือง ทั้งจากควันดำทะมึนที่ลอยเหนือท้องฟ้า การปิดเส้นทางจราจรและสนามบินหลัก ไปจนถึงปรากฏการณ์ฝนสีดำที่ตกลงมาในบางพื้นที่
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ชาวมอสโกกังวลต่อปัญหาปากท้องว่า ภูมิภาคนี้จะมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอหรือไม่ และราคาจะพุ่งไปถึงจุดใด โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผู้ขับขี่ในหลายเขตของมอสโกและพื้นที่ปริมณฑลรายงานว่า ราคาน้ำมันเบนซิน ได้พุ่งสูงกว่า 90 รูเบิล หรือประมาณ 1.23 ดอลลาร์ต่อลิตร เทียบกับระดับประมาณ 70 รูเบิลก่อนเกิดการโจมตี
นอกจากนี้ ชาวเมืองบางส่วนยังระบุว่าเริ่มเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลน ต้องต่อคิวยาวที่สถานีบริการน้ำมัน ขณะที่ปั๊มน้ำมันบางแห่งในเขตนอกเมืองถึงขั้นปฏิเสธที่จะขายน้ำมันแบบบรรจุใส่แกลลอนสำรอง
เซอร์เกย์ วาคูเลนโก นักวิชาการอาวุโสจาก Carnegie Russia Eurasia Center ในกรุงเบอร์ลิน และอดีตผู้บริหารระดับสูงด้านน้ำมันของรัสเซีย ประเมินว่า ภาวะน้ำมันขาดแคลนในระดับหนึ่งถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับภูมิภาคมอสโก โดยยอดขายน้ำมันเบนซินอาจลดลงชั่วคราวเหลือเพียง 80-90% จากระดับปกติ ซึ่งระยะเวลาของวิกฤตนี้จะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการซ่อมแซมโรงกลั่น
"ทางการจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากภูมิภาคอื่นเข้ามาทดแทน อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการขนส่งทางรางนั้นมีขีดจำกัด และโรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียงต่างก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน" วาคูเลนโกกล่าว
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยูเครน ได้ยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโรงกลั่นในมอสโกที่ถูกโจมตีถึง 2 ครั้งในสัปดาห์นี้ ข้อมูลจาก EA Analytics ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ปรึกษา Energy Aspects ประเมินว่า อัตราการกลั่นน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือนมิถุนายนได้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ
ก่อนหน้าที่จะเกิดการโจมตี ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในรัสเซียก็อยู่ในช่วงปรับตัวขึ้นอยู่แล้ว ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติรัสเซียระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินค้าปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1% เมื่อเทียบแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ มาอยู่ที่ 69.11 รูเบิลต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9-15 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ทางการรัสเซียทั่วประเทศพยายามเร่งสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้ อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อหารือเกี่ยวกับตลาดเชื้อเพลิงในประเทศเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดหาแหล่งพลังงาน รวมถึงการติดตามและควบคุมราคาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หลังจากราคาน้ำมันในบางพื้นที่ของมอสโกพุ่งสูงขึ้น สำนักงานต่อต้านการผูกขาดได้เข้าตรวจสอบโครงสร้างราคาและยอดขายจากผู้ค้าปลีกน้ำมัน 2 รายทันที อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบริการติดตามการขายน้ำมันเบนซินปลีกระบุว่า เครือข่ายสถานีบริการน้ำมันรายใหญ่ เช่น Gazprom Neft, Rosneft, Lukoil และ Tatneft ยังรักษาระดับราคาไว้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยก่อนเกิดการโจมตีของยูเครน
ในด้านผลกระทบต่อระบบขนส่ง สายการบินแอโรฟลอต (Aeroflot) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ต้องยกเลิกเที่ยวบินราว 170 เที่ยวเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่เที่ยวบินรวมกว่า 500 เที่ยวที่สนามบินต่างๆ ในมอสโกก็ถูกยกเลิกหรือล่าช้า
ส่วนท่าทีของทำเนียบเครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ได้ปฏิเสธคำถามเกี่ยวกับเหตุโดรนโจมตีมอสโก โดยเรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวหันไปสนใจผลงานอันน่าประทับใจของการที่รัสเซียโจมตียูเครนแทน พร้อมระบุเพียงว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้รับรายงานสถานการณ์รายวันและรับทราบถึงเหตุการณ์นี้แล้ว
ขณะที่ทางเสนาธิการทหารยูเครนได้ออกแถลงการณ์ผ่าน Telegram ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวสามารถสร้างความเสียหายต่อหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ และคลังเก็บน้ำมันอีก 4 แห่งของรัสเซียได้
ปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบคมนาคมขนส่งในครั้งนี้ สะท้อนว่า สงครามได้ลุกลามและกระทบชีวิตประจำวันของประชาชนชาวรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้
อ้างอิง Bloomberg


