หากอีลอน มัสก์คือชายผู้ฝันถึงการพามนุษย์ไปดาวอังคาร ‘ทอม มูลเลอร์’ ก็คือชายผู้สร้างเครื่องยนต์ให้ความฝันนั้นบินได้ เรื่องราวของมูลเลอร์ไม่เพียงสะท้อนการไล่ล่าความฝันของวิศวกรคนหนึ่ง แต่ยังเป็นเรื่องราวของผู้ที่เปลี่ยน SpaceX จากสตาร์ทอัพเล็ก ๆ ใกล้ล้มละลาย ให้กลายเป็นบริษัทที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมอวกาศโลก
เมื่อเอ่ยถึงบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง “SpaceX” หลายคนมักนึกถึงชื่ออีลอน มัสก์เป็นคนแรก แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมอวกาศทั้งโลก ยังมีชายอีกคนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “สถาปนิกแห่งเครื่องยนต์จรวด” และเป็นผู้ทำความฝันของมัสก์ “ให้กลายเป็นจริง” ชายคนนั้นคือ “ทอม มูลเลอร์” (Tom Mueller)
หลายคนในอุตสาหกรรมอวกาศมองว่า หากไม่มีมูลเลอร์แล้ว ก็อาจไม่มีจรวด Falcon 9 ที่บินได้หลายร้อยครั้ง หรือไม่มีแม้แต่ SpaceX ที่เราเห็นทุกวันนี้
นี่คือเรื่องราวของเด็กชายจากเมืองเล็ก ๆ ผู้หลงใหลจรวดตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นวิศวกรอวกาศ ผู้ออกแบบเครื่องยนต์ Merlin ที่ขับเคลื่อนจรวด Falcon 9 และเปลี่ยน SpaceX จากสตาร์ทอัพใกล้ล้มละลาย ให้กลายเป็นบริษัทอวกาศที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค
จาก ‘ลูกคนตัดไม้’ สู่ ‘เด็กหลงใหลจรวด’
ทอม มูลเลอร์เกิดในเมืองเล็ก ๆ ชื่อเซนต์แมรีส์ รัฐไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา พ่อของเขาเป็นคนตัดไม้ และคาดหวังให้ลูกชายเดินตามรอยอาชีพเดียวกัน แต่ตั้งแต่เด็ก มูลเลอร์กลับหลงใหลสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือ “จรวด”
เขาใช้เวลาว่างสร้างและทดลองยิง “จรวดจำลอง” ด้วยตัวเอง บางครั้งถึงขั้นนำอุปกรณ์เชื่อมโลหะของพ่อมาดัดแปลงเพื่อทดลองระบบขับเคลื่อนของจรวด
แม้ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย แต่มูลเลอร์ทำงานเป็นคนตัดไม้ในช่วงปิดภาคเรียนเพื่อเก็บเงินเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนจบปริญญาวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยไอดาโฮในปี 1985 และต่อยอดจนได้รับปริญญาโทด้านวิศวกรรมเครื่องกลในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเน้นศึกษาเรื่องทฤษฎีเครื่องยนต์จรวดและระบบขับดันอย่างลึกซึ้ง
ก่อนจะเข้าเรียนด้านวิศวะ มูลเลอร์เล่าว่า หากไม่ได้รับแรงบันดาลใจจากครูคณิตศาสตร์สมัยมัธยมปลาย เขาคงไม่มีวันแม้แต่จะฝันได้ว่า เด็กหนุ่มลูกคนตัดไม้จากเมืองเซนต์แมรีส์ รัฐไอดาโฮ จะสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านจรวดได้
เขาเล่าว่าตั้งแต่ยังเด็ก เขาหลงใหลในจรวด ดาราศาสตร์ นิยายวิทยาศาสตร์ และอวกาศโดยธรรมชาติ แต่ครูแนะแนวสมัยมัธยมต้นกลับแนะนำว่า เขาควรไปเป็นช่างซ่อมอากาศยาน
“แต่เมื่อผมขึ้นมัธยมปลายปีแรก ครูคณิตศาสตร์ถามผมว่า จะเรียนต่อเป็นวิศวกรหรือไม่ ผมตอบว่า ไม่ เขาดูตกใจมาก แล้วถามกลับว่า ‘คุณอยากเป็นคนซ่อมเครื่องบิน หรืออยากเป็นคนออกแบบมัน?’”
“ถ้าไม่มีครูคนนั้น ผมคงเป็นช่างเครื่องหรือไม่ก็คนตัดไม้ไปแล้ว ต้องขอบคุณเขาที่ช่วยให้ผมเลือกเรียนวิชาที่เหมาะสม และมีโอกาสได้เข้ามหาวิทยาลัย”
บทสนทนาสั้น ๆ ครั้งนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของมูลเลอร์
“ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครบอกผมเลยว่าผมมีศักยภาพที่จะเป็นวิศวกร ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิศวกรทำงานอะไร ครูคนนั้นเปลี่ยนชีวิตผม และพาผมเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ” เขากล่าวในสุนทรพจน์พิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Idaho เมื่อปี 2018
มูลเลอร์บอกว่า หลังจากประสบความสำเร็จในชีวิต เขาได้กลับไปพบและกล่าวคำขอบคุณครูคณิตศาสตร์คนดังกล่าวด้วยตัวเอง เพราะเป็นผู้ที่เปลี่ยนอนาคตของเขาไปตลอดกาล
- ทอม มูลเลอร์ -
ฝึกวิชาใน TRW บริษัทอวกาศระดับตำนาน
หลังเรียนจบ มูลเลอร์เข้าทำงานกับบริษัท TRW (Thompson Ramo Wooldridge) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาด้านอวกาศรายสำคัญของสหรัฐ ก่อนที่บริษัทนี้จะถูกซื้อกิจการโดย Northrop Grumman ในปี 2002
ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี เขาเติบโตและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จาก TRW จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลว และเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาเครื่องยนต์ TR-106 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการเครื่องยนต์จรวดที่ล้ำหน้าที่สุดในยุคนั้น
อย่างไรก็ตาม ชีวิตในองค์กรขนาดใหญ่ มีระบบการทำงานแบบลำดับชั้น กลับทำให้เขารู้สึกว่าความคิดสร้างสรรค์ถูกจำกัด
ดังนั้น หลังเลิกงาน มูลเลอร์จึงกลับไปทำสิ่งที่รักที่สุด เขาเริ่มสร้างเครื่องยนต์จรวดของตัวเองในโรงรถ ร่วมกับชมรมจรวดสมัครเล่นแห่งหนึ่ง
สิ่งที่เริ่มต้นเป็นงานอดิเรก กลับกลายเป็นผลงานที่สร้างความตื่นตะลึงในวงการ เพราะเครื่องยนต์ที่เขาพัฒนามีแรงขับสูงกว่าจรวดสมัครเล่นทั่วไปหลายเท่า และถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวสำหรับนักสมัครเล่นที่ทรงพลังที่สุดในยุคนั้น
คุณสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านี้ได้ไหม?
ปี 2001–2002 เป็นช่วงเวลาที่อีลอน มัสก์กำลังมองหาทีมงานเพื่อสร้างบริษัทจรวดแห่งใหม่ โดยแม้มัสก์มีเงินจากการขาย PayPal ให้กับ eBay ด้วยมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ แต่แทบไม่มีประสบการณ์ด้านอวกาศ สิ่งที่เขาขาดที่สุดคือ “คนสร้างเครื่องยนต์จรวด”
เมื่อมัสก์ได้เห็นผลงานของมูลเลอร์ เขารู้ทันทีว่า นี่คือคนที่เขาตามหา
คำถามแรกที่มัสก์ถามเขามีเพียงประโยคเดียว “คุณสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านี้ได้ไหม?”
มูลเลอร์จึงตัดสินใจลาออกจาก TRW ในปี 2002 และเข้าร่วมบริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ นี้ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นชื่อว่า “SpaceX” ในฐานะ “พนักงานคนแรก” ของบริษัท
ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า SpaceX จะอยู่รอดหรือไม่ หลายคนมองว่ามันเป็นเพียงความฝันของเศรษฐีคนหนึ่ง แต่มูลเลอร์เชื่อว่า เขาสามารถสร้างจรวดที่ต้นทุนถูกกว่าเดิมได้
มูลเลอร์เล่าถึงการเข้าร่วม SpaceX ในปี 2002 หลังลาออกจาก TRW ว่า การได้ออกจากระบบองค์กรขนาดใหญ่และก้าวเข้าสู่สตาร์ทอัปเล็ก ๆ ที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวเร็ว เป็นความรู้สึกที่ทั้งสดชื่น ตื่นเต้น และสนุกอย่างเหลือเชื่อ แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคก็ตาม
“TRW เป็นบริษัทขนาดมหึมา แต่แผนกระบบขับดันของเรากลับเป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ ภายในองค์กร” มูลเลอร์ให้สัมภาษณ์กับ Popular Mechanics ในปี 2009
“แต่สำหรับที่นี่ SpaceX ผมแทบจะเป็นคนกำหนดทุกอย่างเอง”
ด้านมัสก์เล่าถึงเหตุผลที่เลือกทอม มูลเลอร์ว่า “ทอมมีผลงานด้านการพัฒนาเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยมมากจาก TRW”
“และผมชอบมากที่เขาเป็นคนลงมือสร้าง และทดสอบอุปกรณ์จรวดด้วยมือของตัวเองจริง ๆ”
คุณสมบัติดังกล่าว ทำให้มูลเลอร์กลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของ SpaceX ตั้งแต่วันแรก และต่อมาได้รับการยกย่องจากหลายคนว่าเป็น “ผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องยนต์จรวด” ที่ทำให้ความฝันของมัสก์มีโอกาสกลายเป็นจริงได้
สร้างหัวใจของ SpaceX
ภารกิจแรกของมูลเลอร์คือ การออกแบบ “เครื่องยนต์ Merlin” นี่คือเครื่องยนต์ที่ต่อมากลายเป็นหัวใจของจรวด Falcon ทุกลำ โดยในเวลานั้นอุตสาหกรรมอวกาศเชื่อว่า การสร้างเครื่องยนต์จรวดประสิทธิภาพสูงต้องใช้งบประมาณมหาศาล
แต่มูลเลอร์คิดต่าง เขาออกแบบ Merlin ให้เรียบง่าย ใช้ชิ้นส่วนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ยังคงประสิทธิภาพสูง
แนวคิดดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมาก และทำให้ SpaceX สามารถแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีงบประมาณมากกว่าหลายสิบเท่าได้
SpaceX เคยเกือบหมดตัว
ในช่วงแรกของ SpaceX เต็มไปด้วยความล้มเหลว Falcon 1 ระเบิดหลายครั้งติดต่อกัน บริษัทเกือบล้มละลาย แต่มูลเลอร์และทีมวิศวกรยังคงปรับปรุงเครื่องยนต์ Merlin อย่างต่อเนื่อง
อีลอน มัสก์ ย้อนเล่าช่วงเวลาที่บริษัทเกือบล้มละลาย ระหว่างการประชุมด้านอวกาศนานาชาติที่เมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลียในปี 2017 ว่า
“หลายคนเพิ่งมารู้จัก SpaceX ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงอาจคิดว่าจรวด Falcon 9 และยาน Dragon ปรากฏขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย”
“เราเริ่มต้นจากคนเพียงไม่กี่คน ที่แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสร้างจรวดอย่างไร”
มัสก์ยอมรับว่า SpaceX “เคยเกือบหมดตัว”
“ผมทำพลาดในการปล่อยจรวดสามครั้งแรก การปล่อยทั้งสามเที่ยวล้มเหลวทั้งหมด”
“และโชคดีมากที่การปล่อยครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เรามีสำหรับโครงการ Falcon 1 ประสบความสำเร็จ”
“ถ้าครั้งนั้นล้มเหลว นั่นคงเป็นจุดจบของ SpaceX ไปแล้ว แต่โชคชะตาเข้าข้างเราในวันนั้น การปล่อยครั้งที่ 4 จึงสำเร็จ”
หลังจากล้มเหลวหลายครั้ง ในที่สุดปี 2008 Falcon 1 “ประสบความสำเร็จ” ในการส่งจรวดเชื้อเพลิงเหลวที่พัฒนาโดยเอกชนขึ้นสู่วงโคจรได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ความสำเร็จครั้งนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ “NASA” เริ่มเชื่อมั่นใน SpaceX และเซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลกับบริษัท
หลังจากนั้น มูลเลอร์นำทีมพัฒนา Merlin รุ่นใหม่สำหรับ Falcon 9 ซึ่งกลายเป็นจรวดที่ใช้งานมากที่สุดในโลก เครื่องยนต์ Merlin หลายสิบตัวถูกใช้งานซ้ำแล้วซ้ำอีก จนพิสูจน์ได้ว่าจรวด “สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จริง” และเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของอุตสาหกรรมอวกาศไปตลอดกาล
เบื้องหลัง Dragon และภารกิจสู่ดาวอังคาร
นอกจาก Merlin แล้ว มูลเลอร์ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์ Draco และ SuperDraco สำหรับยาน Dragon
ระบบดังกล่าวทำให้ Dragon กลายเป็นยานอวกาศเอกชนลำแรกที่สามารถเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ
ต่อมาเขายังมีส่วนร่วมในช่วงแรกของการพัฒนาเครื่องยนต์ Raptor ซึ่งเป็นหัวใจของโครงการ Starship ที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร
เกษียณจาก SpaceX แต่ไม่เกษียณจากอวกาศ
หลังทำงานกับ SpaceX “เกือบ 20 ปี” ทอม มูลเลอร์มองว่า ตนเองได้บรรลุเป้าหมายการขนส่งมนุษย์และดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จแล้ว เขาจึงตัดสินใจลดบทบาทลงและประกาศเกษียณในปี 2020
แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา เขากลับมาสร้างบริษัทใหม่ชื่อ Impulse Space เพื่อพัฒนา “Space Tug” หรือยานลากจูงในอวกาศ ที่ช่วยเคลื่อนย้ายดาวเทียมและสัมภาระหลังจากถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรแล้ว
เขาอธิบายว่า SpaceX แก้ปัญหาการนำวัตถุขึ้นสู่อวกาศได้แล้ว แต่โลกยังขาดระบบขนส่งภายในอวกาศ Impulse Space จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว
ทุกวันนี้ ชื่อของอีลอน มัสก์อาจโด่งดังไปทั่วโลก แต่ในหมู่วิศวกรอวกาศ ชื่อของ “ทอม มูลเลอร์” ได้รับการยกย่องไม่แพ้กัน เพราะเขาไม่เพียงสร้างเครื่องยนต์จรวด แต่เขาช่วยเปลี่ยนความเชื่อเดิมของอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมว่า การส่งมนุษย์และสัมภาระขึ้นสู่อวกาศ ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนมหาศาลเสมอไป
เมื่อมองย้อนกลับไป มูลเลอร์เชื่อว่าความสำเร็จของเขาเกิดจากการผสมผสานระหว่าง “ความสามารถ” และ “โชค”
“ผมโชคดีมากที่ได้พบกับนักวิสัยทัศน์ที่ถูกคน และด้วยความหลงใหลในวิศวกรรมจรวด ทำให้ผมได้รับโอกาสครั้งสำคัญ ซึ่งต่อมากลายเป็น SpaceX”
“ค้นหาให้เจอว่าคุณเก่งอะไร และค้นหาให้เจอว่าคุณรักอะไร หวังว่าสองสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วสร้างอาชีพจากมัน” มูลเลอร์กล่าวในสุนทรพจน์พิธีรับปริญญามหาวิทยาลัยไอดาโฮ
มูลเลอร์ทิ้งท้ายว่า “จงนำพาความฝันและพลังของคุณ มุ่งหน้าไปสู่พรมแดนใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นเสมอ”
อ้างอิง: forbes, alla, cnbc, business, dfj


