วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2569

Login
Login

รีพับลิกัน ‘รุมสับทรัมป์’ มองดีลอิหร่าน ‘ล้มเหลว’

แม้ทรัมป์ยืนยันว่า ‘ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว’ กับอิหร่านจะช่วยยุติสงคราม เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก แต่หลังรายละเอียดฉบับเต็มถูกเผยแพร่ออกมา กลับจุดชนวน ‘กระแสวิจารณ์อย่างหนัก’ ในสหรัฐ โดยเฉพาะจากสมาชิกพรรครีพับลิกันและนักวิเคราะห์สายอนุรักษนิยม

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า หลังจากข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านฉบับทางการถูกเผยแพร่ออกมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้เผชิญ “กระแสวิจารณ์อย่างรุนแรง” จากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน 

สมาชิกวุฒิสภารีพับลิกันรายหนึ่งถึงกับเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศที่ ‘เลวร้ายที่สุด’ ในรอบหลายทศวรรษ” 

ขณะที่อีกคนระบุว่า เงื่อนไขบางส่วนที่มีรายงานออกมา ดู “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” และนักวิจารณ์การเมืองสายอนุรักษนิยมหลายคนที่สนับสนุนรีพับลิกัน ก็ออกมาแสดงความ “ไม่เห็นด้วย” กับทรัมป์เช่นกัน

หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์หนักที่สุด คือ รายงานที่ระบุว่ารัฐบาลทรัมป์ตกลงจะปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ อนุญาตให้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งเอกชนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในอิหร่าน และผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร

นี่คือ “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน บิล แคสซิดี จากรัฐลุยเซียนา โพสต์บน X ว่า“ความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ได้ถูกจำกัดลงเลย และพวกเขาได้เรียนรู้แล้วว่า ‘การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ผล’ ซึ่งพวกเขาจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอีกในอนาคตอย่างแน่นอน”

เขาชี้ว่า ก่อนสงคราม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกยังเปิดใช้งานตามปกติ และอิหร่านยังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก

“ตอนนี้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้ว 13 คน ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์ มาตรการคว่ำบาตรกำลังจะถูกยกเลิก และการทิ้งระเบิดก็ยุติลง นี่คือความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”

ด้านโรเจอร์ วิคเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการกองทัพแห่งวุฒิสภาสหรัฐกังวลว่า ข้อตกลง MOU ฉบับนี้ กำลัง “นำความสำเร็จทางทหารของสหรัฐ ไปแลกเปลี่ยนบนโต๊ะเจรจา”

วิคเกอร์ยังมองว่า การบังคับให้อิสราเอลยุติปฏิบัติการต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเป็นความผิดพลาด และคัดค้านการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหรือการปลดล็อกเงินของอิหร่าน

ด้านทรัมป์ตอบโต้เสียงวิจารณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “คนโง่พวกนี้ที่คิดว่าผมยังไม่แข็งกร้าวพอต่ออิหร่าน ทั้งที่ตลาดหุ้นเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ และราคาน้ำมันกำลังร่วงลง พวกเขาไม่ใช่ก็อิจฉา ไม่ก็เป็นคนไม่ดี หรือไม่ก็โง่! MAKE AMERICA GREAT AGAIN!!!”

เบน ชาปิโร นักวิจารณ์การเมืองและผู้จัดรายการพอดแคสต์สายอนุรักษนิยม ซึ่งก่อนหน้านี้สนับสนุนปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอล ออกมาวิพากษ์ MOU ฉบับนี้ว่าเป็น “หายนะ” พร้อมโยนความผิดให้รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ โดยระบุว่า แวนซ์ทำให้ทรัมป์ล้มเหลวด้วยการสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

“จากเนื้อหาเท่าที่ปรากฏใน MOU ฉบับนี้ ดูเหมือนเป็นหายนะ และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ได้เลย”

อย่างไรก็ตาม ยังมีสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนไม่น้อยยังคงสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว โดยในการให้สัมภาษณ์กับสถานี KCMO Radio โรเจอร์ มาร์แชลล์ ยกย่องทรัมป์ที่เลือก “เส้นทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน แทนที่จะเป็นสงครามไม่มีวันจบ”

พร้อมยืนยันว่า จะมีมาตรการควบคุมการใช้เงินของอิหร่าน และเงินดังกล่าวจะ “ไม่มาจากภาษีของชาวอเมริกัน”

ในที่สุด ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์อาจต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส โดยภายใต้กฎหมาย Iran Nuclear Agreement Review Act (INARA) ปี 2015 ซึ่งออกในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ข้อตกลงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร จะต้องถูกส่งให้ “รัฐสภา” พิจารณา

อ้างอิง: reuters