วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘หนี้เสียจีน’ พุ่งทุบสถิติ หวั่น 100 ล้านคนเสี่ยง 'ผิดนัดชำระหนี้'

บลูมเบิร์กรายงานว่า  ชาวจีนมากถึง 100 ล้านคนกำลังเผชิญปัญหาในการชำระหนี้ส่วนบุคคล ซึ่งวิกฤตการณ์ “หนี้เสียครัวเรือน” หรือ NPL ซ่อนตัวอยู่ใต้พรม  กำลังส่งผลกระทบต่อความพยายามของรัฐบาลในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ 

ปัญหาหนี้เสียในครัวเรือนจีน ทั้งหนี้บัตรเครดิตและหนี้บ้าน พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปีที่ผ่านมาทะยานขึ้นถึง 21% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่าราว 3.29 แสนล้านดอลลาร์ 

แม้ว่าปัจจุบันทางการจีนได้ระงับการเปิดเผยตัวเลขยอดค้างชำระหนี้ส่วนบุคคลสู่สาธารณะ ทำให้บริษัทวิจัยกาฟคัล ดราโกโนมิกส์ต้องใช้วิธีเจาะลึกงบการเงินของธนาคาร 26 แห่งรวมถึงแหล่งข้อมูลอื่น เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินตัวเลขจริงออกมา

ด้านสถาบันวิจัยการเงินแห่งมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ประเมินว่า สถาบันการเงินในจีนอาจต้องแบกรับและจัดการกับหนี้เสียส่วนบุคคลที่พอกพูนขึ้นสูงถึง 2–3 ล้านล้านหยวนในแต่ละปี คิดเป็นประมาณ 9.3–14 ล้านล้านบาท

จากตัวเลขประเมินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ณ สิ้นปี 2025 มีประชากรผู้ใหญ่ของจีนมากถึง 10.6% จากประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมด 1.1 พันล้านคน ที่กำลังผิดนัดชำระหนี้ 

เสี่ยวซี จาง นักวิเคราะห์ด้านการเงินจีนจากกาฟคัล ดราโกโนมิกส์เตือนว่า "หนี้เสียส่วนบุคคลจะยังคงพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ" และสถานการณ์นี้ยากที่จะดีขึ้น หากรัฐบาลไม่มีนโยบายที่เฉียบขาดและเชิงรุกมากกว่านี้เข้ามาช่วยลดแรงกดดันด้านรายได้และบรรเทาความตึงเครียดทางการเงินของประชาชน

ภาวะหนี้ท่วมหัวนี้กำลังกัดเซาะความพยายามของประเทศในการ “กระตุ้นการบริโภค” ภายในตลาดในประเทศ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ พากันรัดเข็มขัดและปล่อยสินเชื่อใหม่น้อยลง

 นอกจากนี้ ความตึงเครียดจากการต้องหาเงินมาใช้หนี้ยังทำให้มาตรการอุดหนุนสินเชื่อของรัฐบาลที่หวังจะกระตุ้นให้คนควักกระเป๋าซื้อสินค้าราคาสูง เช่น รถยนต์, การรีโนเวทบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าซบเซาและไม่ได้ผลเท่าที่ควร   โดยข้อมูลทางการที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นถึงยอดค้าปลีกที่ซบเซาหนักแบบที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19

‘นอนแบงก์’ ปล่อยกู้พุ่งไม่หยุด

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของหนี้ระยะสั้นในจีน ส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มปล่อยกู้ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ทั้ง Ant Group Co. ผู้นำด้านการชำระเงินมือถือและ ByteDance Ltd.  

แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างธนาคารและผู้กู้ โดยเสนอสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงตั้งแต่ 4% ไปจนถึงมากกว่า 24% ต่อปี

 แม้ว่าตัวเลขหนี้เสียจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ยังคงเดินหน้าโฆษณาให้คนกู้เงินอย่างต่อเนื่อง โดยใช้คำโปรยชวนเชื่อ เช่น "อนุมัติไวในพริบตา" "ดอกเบี้ยต่ำ" และ "สมัครง่ายเงื่อนไขน้อย" ซึ่งโฆษณาเหล่านี้จะเด้งขึ้นมาทันทีเมื่อผู้ใช้งานล็อกอินเข้าแอปพลิเคชันบนมือถือ

ตัวอย่างเช่น บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีของ Meituan ผู้ใช้บางรายจะได้รับการอนุมัติวงเงินล่วงหน้าทันทีสูงถึง 300,000 หยวน ขณะที่แอป Douyin  ของ ByteDance ก็เต็มไปด้วยโฆษณาที่การันตีว่า "ได้เงินภายใน 30 วินาที" แม้กระทั่งบนแอปแชร์จักรยาน ข้อเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็ยังวิ่งเลื่อนอยู่บริเวณด้านล่างของหน้าจอมือถือ

ทั้งนี้ ทั้ง Ant, ByteDance และ Meituan ต่างไม่ได้ตอบกลับเพื่อแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อประเด็นดังกล่าว

 หนี้ครัวเรือนจีนโต 3 เท่า

 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนจีนพุ่งทะยานเกือบ 3 เท่า แตะระดับ 83 ล้านล้านหยวน แม้ว่ายอด NPL ของจีนจะดูต่ำกว่า 3% น้อยกว่าสหรัฐที่อยู่ 4.8% และทางการระบุว่าหนี้เสียแบงก์รวมอยู่ที่ 1.5% แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าตัวเลขนี้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ICBC พบหนี้เสียบัตรเครดิตพุ่งแซงหน้าหนี้เสียภาพรวมของธนาคารไปอยู่ที่ 4.61% 

ขณะที่ UBS ประเมินว่าหนี้รายย่อยของแบงก์ใหญ่จริง ๆ อาจสูงถึง 5–6% และในแบงก์ท้องถิ่นขนาดเล็กจะยิ่งวิกฤตกว่านี้

จีนไร้มาตรการ ‘ปรับโครงสร้างหนี้’

ทั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่งไม่มีกฎหมายรองรับให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหรือล้างหนี้เพื่อเริ่มต้นใหม่ 

ล่าสุดธนาคารกลางจีนต้องยอมเปิดช่องให้ผู้ที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 10,000 หยวน ที่เคลียร์หนี้จบภายในมีนาคม 2026 ได้ล้างประวัติเครดิตเสีย เพื่อดึงกลับเข้ามาในระบบสินเชื่อหลักอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ทางการสั่งแพลตฟอร์มเงินกู้ออนไลน์ห้ามคิดดอกเบี้ยเกิน 20% และกำลังให้ทำ Stress Test เพื่อเตรียมบีบเพดานลงมาเหลือ 12%

อย่างไรก็ดี วิกฤตนี้ซ้ำเติมภาคธนาคารที่กำลังสะบักสะบอมจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และหนี้เสียภาคเอกชนอยู่แล้ว

ความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกคือ รัฐบาลต้องการลดดอกเบี้ยและเงื่อนไขเพื่อให้คนกู้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างออกไป คือ คนกลุ่มที่มีกำลังจ่ายเลือกที่จะไม่กู้เงินเพราะกลัวความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่วนกลุ่มเปราะบางที่หาเงินยากกลับเดินหน้ากู้จนหนี้ท่วมหัวเกินตัว