การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่อย่าง "เควิน วอร์ช" ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นจุดสนใจของตลาดการเงินทั่วโลกเมื่อคืนนี้
เพราะแม้ว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมที่ระดับ 0.25% แต่กลับส่งสัญญาณของทิศทาง "ดอกเบี้ยขาขึ้น" มากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างชัดเจนในรายงาน "Dot Plot" หรือการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของเฟด ซึ่งจะเปิดเผยออกมาทุกสิ้นไตรมาส
ในบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด 19 คน ที่ให้ความเห็นต่อ Dot Plot มีเจ้าหน้าที่ถึง 9 เสียงที่มองว่า "จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในปีนี้" และในจำนวนนี้มี 6 เสียงที่คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ส่วนเจ้าหน้าที่อีก 9 คนมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่เปลี่ยนแปลงหรืออาจลดลง ทำให้เป็นเสียงที่แตกกันพอดี 9 ต่อ 9 เสียง ในขณะที่ประธานคนใหม่อย่างวอร์ชงดให้ความเห็นต่อทิศทางดอกเบี้ยในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางของการประชุมครั้งนี้จะส่งสัญญาณในเชิงนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น (Hawkish) ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบแรงเมื่อคืนนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบไป 507.12 จุด แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันจากคาดการณ์ดอกเบี้ย คือถ้อยแถลงของประธานเฟดคนใหม่ ที่ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หลายอย่าง รวมถึงโอกาสที่อาจจะไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ด้วย
แถลงการณ์เฟดยุคเควิน วอร์ช
รอยเตอร์สระบุว่าวอร์ชเปิดฉากยุคใหม่ของนโยบายการเงินสหรัฐในการประชุมล่าสุด โดยเจ้าหน้าที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายอย่างมาก ขณะเดียวกันยังได้เริ่มต้นการทบทวนครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนแปลงทั้ง "กระบวนการตัดสินใจนโยบาย" และ "แนวทางการสื่อสารกับสาธารณชน"
วอร์ชซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อเดือนที่แล้ว แสดงอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายทันทีด้วยการรวบรวมฉันทามติเป็นเอกฉันท์ให้คณะกรรมการเฟดเห็นชอบแถลงการณ์นโยบายฉบับย่อที่ "ตัดการส่งสัญญาณล่วงหน้า" (forward guidance) เกี่ยวกับแนวทางดำเนินนโยบายในระยะใกล้ออกไปทั้งหมด แม้ว่าประมาณการเศรษฐกิจรายไตรมาสชุดใหม่ ซึ่งวอร์ชเลือกที่จะไม่จัดทำประมาณการของตนเอง จะแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่เฟด 9 คนจากทั้งหมด 19 คน คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2026 ก็ตาม
แถลงการณ์ฉบับย่อของ FOMC สะท้อนการหวนกลับไปใช้รูปแบบการสื่อสารที่คล้ายกับในยุคของอดีตประธานเฟด "อลัน กรีนสแปน" อย่างชัดเจน โดยสะท้อนมุมมองของวอร์ชที่ไม่เห็นด้วยกับการสื่อสารเชิงคาดการณ์อนาคตอย่างละเอียด และต้องการให้ตลาดการเงินดำเนินการโดยพึ่งพาสัญญาณจากเฟดน้อยลง
วอร์ชกล่าวในการแถลงข่าวครั้งแรกว่า การส่งสัญญาณล่วงหน้า “ไม่เหมาะสม” กับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
“ผมไม่สามารถให้คำแนะนำล่วงหน้าได้ว่าเราจะทำอะไรต่อไป” วอร์ชกล่าว “ข่าวดีก็คือเราจะประชุมกันอีกครั้งในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า” ซึ่งอาจกลายเป็นวลีประจำตัวของเขาเมื่อถูกถามถึงแนวโน้มในอนาคต
แถลงการณ์ของเฟดยังสะท้อนอิทธิพลของวอร์ชต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึงประเด็นที่เขาเน้นย้ำมาโดยตลอดในช่วงก่อนที่จะได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
“การเติบโตของผลิตภาพและการลงทุนในด้านทุนยังคงแข็งแกร่ง” แถลงการณ์ระบุพร้อมยอมรับว่าเงินเฟ้อยังคง “อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 2% ของคณะกรรมการ” แต่ชี้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจาก “แรงกระแทกด้านอุปทานที่ผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในบางภาคส่วน รวมถึงภาคพลังงาน”
ท่ามกลางการเปลี่ยนทิศทางนโยบายไปในเชิง hawkish มากขึ้น ถ้อยแถลงดังกล่าวยังเน้นปัจจัยที่วอร์ชมองว่า "อาจเปิดทางให้ดอกเบี้ยปรับลดลงได้ในระยะยาว หากการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และต้นทุนพลังงานที่ลดลงช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อ"
แถลงการณ์ฉบับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่ใช่แค่ในแง่ของการเปลี่ยนผู้นำเฟด แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มนโยบายการเงินด้วย หลังจากตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 เป็นต้นมา เฟดมีแนวโน้มมุ่งไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่อยู่ในระดับสูง
นักวิเคราะห์มองอย่างไร
นักวิเคราะห์ที่ติดตามเฟดต่างสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทันที โดยโธมัส ไซมอนส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของ Jefferies ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “การเปลี่ยนแปลงในแถลงการณ์นโยบายครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างมาก”
“จำนวนคำในแถลงการณ์ลดลงอย่างมาก และการส่งสัญญาณล่วงหน้าที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก็สะท้อนความเสี่ยงได้ทั้งสองด้านต่อการตัดสินใจนโยบายครั้งถัดไป หลังวิกฤติการเงินโลกป็นต้นมา แถลงการณ์ของเฟดมีแนวโน้มยาวขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นการหวนกลับไปสู่รูปแบบการสื่อสารหลังการประชุมในยุคกรีนสแปน”
ด้านริก รีเดอร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนฝ่ายตราสารหนี้โลกของ BlackRock ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ทรัมป์พิจารณาให้เข้ามาแทนที่เจอโรม พาวเวลล์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้แตกต่างจากการเปลี่ยนผู้นำเฟดในอดีต นักลงทุนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับการส่งสัญญาณจากเฟดที่ลดลง ซึ่งเขามองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ซึ่งจะมาพร้อมกับการพัฒนาการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของคณะทำงาน 5 ชุดที่วอร์ชประกาศจัดตั้งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดังที่วอร์ชยอมรับเองว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมาพร้อมความเสี่ยง ภายหลังการแถลงข่าวและการประกาศนโยบายครั้งแรกของเขาส่งผลให้ตลาดหุ้นเผชิญแรงขาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นในอนาคต
รอยเตอร์สระบุว่า การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการที่เจ้าหน้าที่เฟดเกือบครึ่งหนึ่งของผู้กำหนดนโยบายเฟดมองว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต หมายความว่าแทบไม่มีโอกาสที่วอร์ชจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เคยเรียกร้อง
ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มมองว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนก.ย.
“นโยบายการเงินกำลังเข้มงวดขึ้น และนโยบายการคลังก็มีแนวโน้มจะเข้มงวดขึ้นช่วงต้นปีหน้า” นีล ดัตตา หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของ Renaissance Macro Research ระบุในบทวิเคราะห์ โดยชี้ว่าแนวโน้มดังกล่าวกำลังผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณจากตลาดพันธบัตรที่สะท้อนความกังวลต่อการเติบโตในอนาคต
“เส้นอัตราผลตอบแทนที่แบนราบลงมักเป็นเส้นทางสู่ภาวะ Inversion ซึ่งเป็นวิธีที่ตลาดส่งสัญญาณว่า นโยบายเริ่มเข้มงวดมากพอที่จะคุกคามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ... จึงอาจกล่าวได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ถูกหลอก” ดัตตากล่าว
แม้ในท้ายที่สุดนโยบายการเงินอาจผ่อนคลายลงได้ภายใต้การนำของวอร์ช แต่ก็คงไม่เกิดขึ้นรวดเร็วหรือมากเท่ากับที่ทรัมป์เคยเรียกร้องจากเฟดในยุคพาวเวลล์
ประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่แสดงให้เห็นว่า เงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอย่างมากในปีหน้า เปิดทางให้อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2027 อยู่ใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2028
“คณะกรรมการจะรักษาเสถียรภาพด้านราคา” แถลงการณ์ระบุ ซึ่งวอร์ชย้ำอีกครั้งในการแถลงข่าวว่า หมายถึงการทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าไม่ควรให้น้ำหนักกับตัวเลขคาดการณ์ดอกเบี้ยมากเกินไป เพราะอนาคตของเครื่องมือดังกล่าวเองก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
วอร์ชประกาศเมื่อวันพุธว่าจะมีการทบทวนการดำเนินงานของเฟดครั้งใหญ่ ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การบริหารงบดุล การสื่อสาร แหล่งข้อมูล ผลิตภาพและการจ้างงาน รวมถึงกรอบการดำเนินนโยบายด้านเงินเฟ้อ
ทุกประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่วอร์ชวิจารณ์มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ออกจากการเป็นกรรมการเฟดเมื่อกว่าทศวรรษก่อน และสะท้อนความต้องการที่จะทำให้ธนาคารกลางกลับมาเป็นองค์กรที่กระชับมากขึ้น และอาจมีความคลุมเครือในการสื่อสารมากขึ้นด้วย
ประมาณการใหม่ของเฟด
ประมาณการใหม่ของเฟดแสดงให้เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งอยู่ในกรอบ 3.50%-3.75% มาตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีก่อน จะปรับขึ้นเล็กน้อยภายในสิ้นปีนี้
ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อ ณ สิ้นปี 2026 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.6% จากเดิม 2.7% ก่อนที่คาดว่าจะชะลอลงสู่ 2.3% ในปีถัดไป ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองในแถลงการณ์ที่ระบุว่า เงินเฟ้อสูงส่วนหนึ่งมาจากปัญหาด้านอุปทานซึ่งโดยปกติจะเป็นปัจจัยชั่วคราว
ส่วนคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราว่างงานสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.3% เทียบกับ 4.4% ที่เฟดคาดไว้ในการประชุมเดือนมี.ค.
“ราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นภาระต่อประชาชนอเมริกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคต” วอร์ชกล่าวในการแถลงข่าวครั้งแรกในฐานะประธานเฟด พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่ “มีจุดยืนชัดเจนและเป็นเอกฉันท์” ว่าคณะกรรมการจะรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ โดยวอร์ชยังยืนยันว่าจะไม่ทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเยือนฝรั่งเศสเมื่อวันพุธป เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจคงดอกเบี้ยของเฟดว่า “ก็ไม่เป็นไร แล้วแต่เขา”
“มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ มันยังคงฉุดเศรษฐกิจประเทศเอาไว้ และเป็นเรื่องที่ไม่ปกติอย่างมาก” ทรัมป์กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย “แต่ตอนนี้เรามีคนที่ดีมากอยู่ที่นั่น ดังนั้นผมก็ยึดตามสิ่งที่เขาต้องการ”


