วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน 2569

Login
Login

จับตา 'China Shock 2.0' ในเวที G7 สกัดคลื่นส่งออกจีนทะลักยุโรป

คลื่นส่งออกจีนถาโถมยุโรป จุดกระแสกังวล 'China Shock 2.0' จับตาเวทีประชุม G7 ผนึกกำลังตั้งกำแพงภาษีรับมือสินค้าจีน

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา "สหรัฐ" ได้ทำสงครามเศรษฐกิจกับ "จีน" อย่างดุเดือดผ่านการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตราสูงก่อนเข้าสู่ตลาดอเมริกา แต่มาตรการกำแพงภาษีนี้กลับไม่สามารถบั่นทอนศักยภาพภาคอุตสาหกรรม และการส่งออกของจีนได้เลย

เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก ยังคงส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ "เปลี่ยนเส้นทางการค้า" จากเดิมที่มุ่งสู่ตลาดสหรัฐ หันไปยังตลาดที่เปิดกว้างมากกว่าอย่างยุโรป และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตร และกำแพงภาษีจากสหรัฐหลายระลอก แต่จีนกลับสามารถฝ่าแรงต้านนี้ไปทำสถิติการเกินดุลการค้าทั่วโลก "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2025 ที่ผ่านมา

ประเด็นนี้เองกำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่ายว่า การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ "ยุโรป" จะเผชิญกับ “China Shock” รอบใหม่ คล้ายกับเหตุการณ์ในสหรัฐช่วงทศวรรษ 2000 ที่ทำให้ตำแหน่งงานในภาคการผลิตหลายแสนตำแหน่งต้องหายไป และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามมาจนช่วยส่งให้ "โดนัลด์ ทรัมป์" ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบขาวถึง 2 สมัย

 

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ถึงกับออกโรงเตือนเมื่อช่วงต้นปีนี้ว่า การส่งออกของจีนกำลัง “ทำลายภาคอุตสาหกรรมยุโรปจำนวนมากอย่างแท้จริง” พร้อมยอมรับด้วยว่า "ยุโรปใช้เวลานานเกินไปกว่าจะตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว"

ขณะนี้ยุโรปเริ่มมองเห็นความเสี่ยง "China Shock" อย่างชัดเจน โดยประเด็นการค้าของจีนจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญในการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี7) ที่ประเทศฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสส่งสัญญาณก่อนการประชุมว่า ต้องการผลักดันแผนรับมือความท้าทายจากจีน โดยหนึ่งในแนวทางที่อาจเกิดขึ้นคือ สหภาพยุโรป (อียู) และประเทศพันธมิตรอาจร่วมกันสร้าง "กำแพงภาษี" ที่สูงขึ้นต่อสินค้าจีน

ปัจจุบัน อียูยังคงจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในระดับค่อนข้างต่ำภายใต้กฎขององค์การการค้าโลก (WTO) แม้ว่าจะมีการเก็บภาษีเฉพาะสินค้าบางประเภทในอัตราสูงขึ้นก็ตาม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มสูงสุดถึง 35% แต่ในภาพรวมก็ยังไม่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐ

มอริซ อ็อบสต์เฟลด์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า หากผู้นำจีนไม่ควบคุมการส่งออกที่พุ่งสูงขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิด "กระแสกีดกันทางการค้าต่อสินค้าจีนทั่วโลก"

ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากผลกระทบจากสงครามอิหร่านยังคงยืดเยื้อ และฉุดเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดเอาไว้ 

ในขณะที่เทย์เลอร์ หวัง นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเอชเอสบีซี เตือนว่า ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีน และยุโรปอาจกระทบต่อการส่งออกของจีนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยุโรปเป็นตลาดสำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของจีน

นอกจากนี้ ยุโรปยังต้องการโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติการเก็บภาษีลงโทษต่อชาติพันธมิตรอย่างอียู และแคนาดา และหันมาร่วมมือกันเพื่อรับมือกับจีนแทน

China Shock 2.0 แตกต่างจากเดิมอย่างไร

คลื่นกระแทกจากจีน หรือ China Shock นั้นอาจนับได้ว่าเริ่มต้นขึ้นรอบแรกเมื่อราวๆ ปี 2001 หลังจากที่จีนได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO และได้รับสิทธิเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ของสหรัฐ และยุโรปด้วยภาษีนำเข้าระดับต่ำ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามมาคือ โรงงานจำนวนมากในสหรัฐไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีนได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ

งานวิจัยของเดวิด ออเตอร์ จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เดวิด ดอร์น จากมหาวิทยาลัยซูริค และกอร์ดอน แฮนสัน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า การแข่งขันจากจีนส่งผลให้สหรัฐสูญเสียตำแหน่งงานไปถึงราว 2.4 ล้านตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม China Shock 2.0 ระลอกใหม่นี้ มีลักษณะแตกต่างออกไป

ในอดีตจีนยังอยู่ในช่วงก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายสำคัญในระบบการค้าโลก แต่ปัจจุบันจีนได้กลายเป็น "มหาอำนาจทางการผลิตและการส่งออกของโลก" อย่างเต็มตัวไปแล้ว

ส่วนแบ่งการส่งออกสินค้าของจีนในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากเดิมซึ่งอยู่แค่เพียง 4% ในปี 2000 พุ่งขึ้นเป็น 16% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับ "สูงที่สุดในโลก" ทำให้นโยบายการค้าของจีนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ จีนเองก็ไม่ได้ส่งออกเพียงแค่สินค้าต้นทุนต่ำเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่ "สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง" แล้ว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เครื่องจักรอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ระบุว่า สินค้าส่งออกของจีนในปัจจุบันกำลังแข่งขันโดยตรงกับสินค้าส่งออกเกือบ 58% ของ 21 ประเทศสมาชิกยูโรโซน ซึ่งเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมที่ 46% ในปี 2000

เอสวาร์ ปราสาด นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล กล่าวว่า China Shock 2.0 รอบใหม่มีลักษณะเด่นคือ บริษัทจีนสามารถแข่งขันได้ใน "ทุกระดับ" ของภาคการผลิต โดยครองตลาดตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นทุนต่ำไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

“เรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วในจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด นั่นคืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ ซึ่งหลายประเทศต่างคาดหวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นการฟื้นตัวของภาคการผลิตของตัวเอง” นักเศรษฐศาสตร์ ม.คอร์เนล กล่าว

'เยอรมนี' ถูกกระทบหนักที่สุด

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ "เยอรมนี" ในอดีตบริษัทเยอรมัน เติบโตจากการส่งออกสินค้าไปยังจีน แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับพลิกตาลปัตร จีนกลายเป็นฝ่ายส่งออกสินค้าไปยังเยอรมนีมากกว่าที่นำเข้า

บริษัทเยอรมันกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากคู่แข่งจีนในธุรกิจเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องจักรก่อสร้าง รถยนต์ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจเยอรมนีทั้งสิ้น

แรงกดดันนี้นี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งทำให้เศรษฐกิจเยอรมนี "หดตัว" ในปี 2023 และ 2024 ก่อนจะเริ่มขยายตัวได้เพียง 0.2% ในปีที่ผ่านมา

ภาษีทรัมป์กลับช่วยสหรัฐต้าน China Shock

ในทางกลับกัน "สหรัฐ" ที่เคยถูกกระทบหนักในรอบแรก กลับมีความเปราะบางต่อ China Shock รอบนี้น้อยกว่าช่วงทศวรรษ 2000 

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "กำแพงภาษีของทรัมป์" ที่ช่วยจำกัดการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีน โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า การนำเข้าสินค้าจีนในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. ปีนี้ ลดลงถึง 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025

นอกจากนี้ สหรัฐยังมีความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของตนเอง และกำลังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขายในตลาดสหรัฐจะลดลง แต่จีนก็ยังคงได้รับประโยชน์จากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงการลงทุนด้าน AI ในประเทศ ซึ่งกระตุ้นความต้องการชิ้นส่วนไฟฟ้า และเครื่องจักรสำหรับดาต้าเซนเตอร์จีน

ในช่วงเดือนม.ค.- พ.ค. ที่ผ่านมา การส่งออกจากจีนไปยังกลุ่มประเทศอียู 27 ประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.4% จากปีก่อนหน้า และทำให้หลายประเทศขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอีก เช่น ฝรั่งเศส ซึ่งขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเป็น 5.3 พันล้านดอลลาร์ จาก 3.3 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 'นโยบายจีน' คือต้นตอ

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า นโยบายเศรษฐกิจของจีนส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าออกมาล้นตลาดเกินความต้องการ (โอเวอร์ซัปพลาย) ขณะที่ภาคครัวเรือนกลับยังใช้จ่ายต่ำกว่าศักยภาพ

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นคือ แบงก์รัฐของจีนจ่ายดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ฝากเงิน แต่กลับปล่อยสินเชื่อราคาถูกให้ผู้ผลิตที่รัฐสนับสนุน ผู้บริโภค และครัวเรือนทั่วไปจึงเป็นฝ่ายที่รู้สึกกดดัน 

ในขณะเดียวกัน ระบบสวัสดิการสังคมที่ยังไม่ครอบคลุมมากนัก ทำให้ครัวเรือนจีนต้องหันไปโฟกัสที่การออมเงินจำนวนมากแทน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และวัยเกษียณในอนาคต จึงกดดันให้กำลังซื้อในประเทศไม่คึกคักเท่าที่ควร

อ็อบสต์เฟลด์ มองว่า นโยบายเหล่านี้ของจีนมีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อรักษาการจ้างงาน และเดินเครื่องภาคอุตสาหกรรมต่อ แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นอุปทานสินค้าอุตสาหกรรมส่วนเกินภายในประเทศ ซึ่งทำให้จำเป็นต้องระบายออกไปผ่านการส่งออก

"ผลลัพธ์คือ สินค้าจีนราคาถูกจำนวนมากไหลทะลักเข้าสู่ตลาดโลก และสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตในยุโรป และประเทศอื่นๆ"

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังส่งเสริมให้บริษัทในประเทศ "แข่งขันกันเองอย่างเข้มข้น" ซึ่งเดวิด ออเตอร์ และกอร์ดอน แฮนสัน เคยเขียนในบทความของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์เมื่อปีที่แล้วว่า “ประเทศอื่นๆ ยังไม่พร้อมรับมือกับผู้ล่าระดับสูงเหล่านี้”

แม้จีนจะให้คำมั่นมาหลายครั้งแล้วว่า จะลดกำลังการผลิตส่วนเกิน และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐและประเทศตะวันตกเรียกร้องมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างค่อนข้างจำกัด

เวนดี คัตเลอร์ อดีตผู้แทนการค้าสหรัฐ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสของสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย กล่าวว่า จีนพึ่งพาตลาดโลกในการช่วยดูดซับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของตัวเองมาตลอด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า หากอียู และประเทศอื่นๆ เริ่มใช้มาตรการจำกัดสินค้าจีนมากขึ้นตามแนวทางแบบเดียวกันกับสหรัฐ ที่เคยเผชิญบทเรียนระลอกแรกของ China Shock 1.0 มาแล้ว

 

ที่มา: AP

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์