วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปิดร่างอีกฉบับ ‘ข้อตกลง 12 ข้อ’ สหรัฐ-อิหร่าน เผยแพร่โดยสื่ออิสราเอลและ New York Post

‘ร่างข้อตกลง 12 ข้อ’ ระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่เพิ่งถูกเปิดเผยโดย New York Post และสื่อ Channel 12 ของอิสราเอล อาจเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของตะวันออกกลาง โดยมีการเปิดทางให้อิหร่านร่วมกับอาหรับเข้ามามีบทบาท ‘จัดการการเดินเรือ’ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

ก่อนหน้านี้ สื่ออิหร่านได้เผยแพร่ “ร่างข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่าน 14 ข้อ” ที่ถูกอ้างว่าเป็นกรอบการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสำนักข่าว New York Post และสื่อ Channel 12 ของอิสราเอล ได้เปิดเผยรายละเอียดของ “ร่างข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่าน 12 ข้อ” อีกฉบับ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “เอกสารฉบับปรับปรุง” ที่จะใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อไป

รายละเอียดทั้ง 12 ข้อต่อไปนี้ ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกโดยบารัก ราวิด ผู้สื่อข่าวของ Axios ซึ่งทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์ Channel 12 ของอิสราเอลด้วย โดยก่อนหน้านี้ เอกสารฉบับดังกล่าวเคยถูกอธิบายว่าเป็นข้อตกลง 14 ข้อมาก่อน ซึ่งรายละเอียด “ร่างข้อตกลงทั้ง 12 ข้อ” ระหว่างสหรัฐ-อิหร่านมีดังนี้

1. อิหร่าน สหรัฐ และพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย จะยุติการสู้รบทั่วภูมิภาค รวมถึงในเลบานอน 

2. กรุงเตหะรานยืนยันคำมั่นอีกครั้งว่า จะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ 

3. สหรัฐและอิหร่านจะหารือเพื่อกำหนดแนวทางจัดการกับคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน 

4. ทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจาเกี่ยวกับกิจกรรมการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอนาคต และความต้องการด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน 

5. อิหร่านจะคงสถานะโครงการนิวเคลียร์ไว้ตาม “สภาพปัจจุบัน” ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักแล้ว ระหว่างที่การเจรจายังคงดำเนินต่อไป 

6. สหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ชะลอการใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และงดส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาค 

7. อิหร่านจะรับประกันความปลอดภัยและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำหรับเรือพาณิชย์โดยไม่เก็บค่าผ่านทาง เป็นเวลา 60 วัน 

8. กรุงวอชิงตันจะปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ “จำนวนหนึ่ง” (ยังไม่ระบุมูลค่า) ทันทีที่บันทึกความเข้าใจ (MOU) นี้มีผลบังคับใช้

9. หากสามารถบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายได้ภายหลังช่วงเจรจา 60 วัน สหรัฐจะถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคภายใน 30 วัน และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหมด 

10. ข้อตกลงดังกล่าวจะเปิดทางสู่การจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูอิหร่าน” มูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) 

11. สหรัฐจะอนุญาตให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง ผ่านการผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรเป็นการชั่วคราว 

12. อิหร่าน โอมาน และประเทศสมาชิกอ่าวอาหรับ จะเจรจาเพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือใหม่ด้านการเดินเรือและความมั่นคงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย

ทั้งนี้ โอมานและอิหร่านได้เริ่มหารือกันแล้วเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยมีเป้าหมายที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับ “บริการ” ที่จัดให้แก่เรือที่ใช้เส้นทางดังกล่าว ตามที่แหล่งข่าวระดับสูงในภูมิภาคเปิดเผยกับ The Post

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดของข้อตกลงฉบับนี้ โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า รายละเอียดทั้งหมดจะถูกเปิดเผยหลังพิธีลงนามซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ภายใต้ข้อตกลงที่เสนอขึ้น อิหร่าน สหรัฐ และพันธมิตรของแต่ละฝ่ายจะต้อง “หยุดการสู้รบทั้งหมดในภูมิภาค” อย่างสิ้นเชิง โดยระบุชัดเจนว่า ครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย ซึ่งปัจจุบันเป็นสมรภูมิการสู้รบระหว่างอิสราเอล (พันธมิตรของสหรัฐ) และกลุ่ม Hezbollah ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

บันทึกความเข้าใจนี้ยังระบุให้อิหร่านย้ำคำมั่นว่า จะไม่พัฒนาหรือแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสาระสำคัญเดียวกับข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในยุครัฐบาลโอบามา ก่อนที่ทรัมป์จะถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงดังกล่าวในปี 2018

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไม่ได้กำหนดข้อผูกพันใหม่หรือบังคับให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงนโยบายใด ๆ เพียงแต่เปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายหารือกันต่อในอนาคต

“สหรัฐและอิหร่านจะหารือเกี่ยวกับประเด็นการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และความต้องการด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน” ข้อความในเอกสารระบุ ตามรายงานของสื่ออิสราเอล Channel 12

ขณะเดียวกัน จะมีการคงไว้ซึ่ง “สถานะปัจจุบัน” ของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านตลอดช่วงการเจรจา 60 วัน ซึ่งหมายความว่า อิหร่านยังสามารถยืนยันได้ในทางเทคนิคว่า ตนไม่ได้ยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ แม้โครงการดังกล่าวจะถูกถ่วงความคืบหน้าไปหลายปี หลังจากสหรัฐโจมตีและทำลายสถานที่นิวเคลียร์สำคัญหลายแห่งในปฏิบัติการ “Operation Midnight Hammer”

ข้อความในเอกสารที่อ้างถึงยังไม่ได้ระบุว่า อิหร่านจะลดระดับหรือทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ถูกเก็บไว้ในสถานที่ใต้ดินแต่อย่างใด โดยระบุเพียงว่า “สหรัฐและอิหร่านให้คำมั่นที่จะหาทางแก้ไข” ประเด็นดังกล่าวร่วมกัน

ขณะเดียวกัน ข้อตกลงนี้จะ “มอบการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่” ให้แก่อิหร่านอีกด้วย

หนึ่งในนั้น คือ สหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน งดการออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และให้คำมั่นว่า จะไม่เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคตลอดช่วงการเจรจา 60 วัน โดยการถอนกำลังทหารจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสามารถบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเจรจาเท่านั้น

นอกจากนี้ กรุงวอชิงตันจะออกมาตรการผ่อนผันคว่ำบาตรชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้ระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่

รายงานยังระบุด้วยว่า สหรัฐจะอนุญาตให้อิหร่านเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ “ทันทีที่บันทึกความเข้าใจมีผลบังคับใช้”

หนึ่งในข้อกำหนดที่มีความสำคัญมากที่สุดของข้อตกลงฉบับนี้คือ การเปิดทางให้อิหร่านเป็นผู้บริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตลอดช่วงการเจรจา 60 วัน โดยจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทางในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เอกสารยังระบุด้วยว่า จะมีการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมาน โดย “มีประเทศในอ่าวเปอร์เซียเข้าร่วม” เพื่อกำหนด “ข้อตกลงเกี่ยวกับการเดินเรือและบริการทางทะเล” ในอนาคต

แหล่งข่าวหลายรายในภูมิภาคเปิดเผยกับ The Post ว่า ภายใต้กรอบการเจรจาดังกล่าว เตหะรานอาจผลักดันให้มีการเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมบางรูปแบบสำหรับการให้บริการด้านการเดินเรือ

แม้เอกสารฉบับนี้จะถูกมองว่าเป็นแผนสู่การปรับความสัมพันธ์ครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แต่เงื่อนไขหลายข้อยังคงเป็น “ประเด็นอ่อนไหว” โดยเฉพาะเรื่องโครงการนิวเคลียร์ การปลดคว่ำบาตร การถอนกำลังทหารสหรัฐ และกองทุนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่าเกือบ 10 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักการเมืองสหรัฐ พันธมิตรในตะวันออกกลาง และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

อ้างอิง: nypost