วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

Login
Login

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ ยังคงแพง ‘กว่าก่อนสงคราม’ อีกหลายเดือน

ต่อให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ นี่ก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวิกฤติราคา ผู้เชี่ยวชาญเตือนพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ อาจ ‘แพงกว่าก่อนสงคราม’ อีกหลายเดือน เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นตัวของการผลิต และความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ผู้เชี่ยวชาญเตือน แม้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปกติ แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกยังมีแนวโน้มจะ “ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า” ช่วงก่อนสงครามอิหร่าน (กุมภาพันธ์) ต่อไปอีก “หลายเดือน” เนื่องจากต้องใช้เวลากว่าค่าความเสี่ยงที่ถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า จะค่อย ๆ ลดลง 

ท่ามกลางความหวังว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐปรับตัวลงมาใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากจุดสูงสุดที่ 119 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม

ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากจุดสูงสุด 126.40 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน

ทั้งนี้ ก่อนสงครามปะทุในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงเพียง “60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ จะเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจใช้เวลา “หลายเดือน”

แม้หลังจากนั้น บริษัทประกันภัยก็อาจยังไม่ยอมคุ้มครองเรือเดินสมุทรจนกว่าจะมั่นใจว่า พื้นที่ปลอดภัยจริง เนื่องจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐและอิหร่านไม่ได้รับประกันว่า อิสราเอลหรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตามที่นักวิเคราะห์พลังงานภาครัฐรายหนึ่งกล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย

ทากาฮิโระ อาซาโอกะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Itochu Research Institute คาดว่า เมื่อคำนึงถึงเวลาที่ต้องใช้ในการระบายเรือจำนวนมากที่ติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการฟื้นตัวของการผลิตน้ำมัน จะต้อง “ใช้เวลาราว 3 เดือน” กว่าปริมาณการเดินเรือจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง

นั่นหมายความว่า สินค้าโภคภัณฑ์และราคาสินค้าต่าง ๆ ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับสู่ภาวะก่อนสงคราม

นอกจากนี้ แหล่งผลิตที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบยังต้องได้รับการซ่อมแซม ส่งผลให้ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เช่นเดียวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศต่าง ๆ ของเอเชีย

อาซาโอกะ ประเมินว่า แหล่งน้ำมันที่หยุดดำเนินการอยู่ประมาณ 80% จะกลับมาผลิตได้ภายใน 1 เดือนครึ่ง ส่วนอีก 20% ที่เหลือจะใช้เวลานานกว่า แต่กำลังการผลิตส่วนเกินในตะวันออกกลางจะช่วยให้ผลผลิตโดยรวมกลับสู่ระดับก่อนสงครามได้ภายในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้านสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ประเมินไว้ในรายงานเดือนพฤษภาคมว่า หากสงครามยุติลงในช่วงต้นเดือนมิถุนายน อุปทานน้ำมันจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ตั้งแต่ไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน) แต่จะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ขอบเขตความเสียหายของท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่น ท่าเรือขนถ่าย รวมถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน

วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจะสามารถเข้าไปสำรวจความเสียหาย ซ่อมแซม และทดสอบระบบได้ ก็ต่อเมื่อช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานแล้วเท่านั้น ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านพลังงานประเมินว่า จะใช้เวลา “อย่างน้อย 2-3 เดือน”

ซาอัด เชริดา อัล-คาบี รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์ เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเมืองอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน อาจต้องใช้เวลาซ่อมแซม “นานถึง 3-5 ปี”

ความเสียหายดังกล่าว คาดว่าจะทำให้การส่งออก LNG ของกาตาร์ลดลง 17% และการส่งออกคอนเดนเสท ซึ่งเป็นน้ำมันเบาที่สกัดจากก๊าซธรรมชาติ ลดลงอีก 24%

ด้านยูคิ ทาคาชิมะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura Securities มองว่า อาจต้องรอถึง “เดือนกันยายน 2027” กว่า ราคาน้ำมันจะกลับลงมาอยู่ที่ระดับเดิมอีกครั้ง

อ้างอิง: nikkei