วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ ยังคงแพง ‘กว่าก่อนสงคราม’ อีกหลายเดือน

ต่อให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ นี่ก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวิกฤติราคา ผู้เชี่ยวชาญเตือนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ อาจ ‘แพงกว่าก่อนสงคราม’ อีกหลายเดือน เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นตัวของการผลิต และความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ผู้เชี่ยวชาญเตือน แม้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปกติ แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกยังมีแนวโน้มจะ “ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า” ช่วงก่อนสงครามอิหร่าน (กุมภาพันธ์) ต่อไปอีก “หลายเดือน” เนื่องจากต้องใช้เวลากว่าค่าความเสี่ยงที่ถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า จะค่อยๆ ลดลง 

ท่ามกลางความหวังว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐปรับตัวลงมาใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากจุดสูงสุดที่ 119 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม

ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากจุดสูงสุด 126.40 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน

ทั้งนี้ ก่อนสงครามปะทุในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงเพียง “60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ จะเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจใช้เวลา “หลายเดือน”

แม้หลังจากนั้น บริษัทประกันภัยก็อาจยังไม่ยอมคุ้มครองเรือเดินสมุทรจนกว่าจะมั่นใจว่า พื้นที่ปลอดภัยจริง เนื่องจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐ และอิหร่านไม่ได้รับประกันว่า อิสราเอลหรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตามที่นักวิเคราะห์พลังงานภาครัฐรายหนึ่งกล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย

ทากาฮิโระ อาซาโอกะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Itochu Research Institute คาดว่า เมื่อคำนึงถึงเวลาที่ต้องใช้ในการระบายเรือจำนวนมากที่ติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการฟื้นตัวของการผลิตน้ำมัน จะต้อง “ใช้เวลาราว 3 เดือน” กว่าปริมาณการเดินเรือจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง

นั่นหมายความว่า สินค้าโภคภัณฑ์ และราคาสินค้าต่างๆ ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับสู่ภาวะก่อนสงคราม

นอกจากนี้ แหล่งผลิตที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบยังต้องได้รับการซ่อมแซม ส่งผลให้ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เช่นเดียวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ของเอเชีย

อาซาโอกะ ประเมินว่า แหล่งน้ำมันที่หยุดดำเนินการอยู่ประมาณ 80% จะกลับมาผลิตได้ภายใน 1 เดือนครึ่ง ส่วนอีก 20% ที่เหลือจะใช้เวลานานกว่า แต่กำลังการผลิตส่วนเกินในตะวันออกกลางจะช่วยให้ผลผลิตโดยรวมกลับสู่ระดับก่อนสงครามได้ภายในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้านสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ประเมินไว้ในรายงานเดือนพฤษภาคม ว่า หากสงครามยุติลงในช่วงต้นเดือนมิถุนายน อุปทานน้ำมันจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตั้งแต่ไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน) แต่จะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ขอบเขตความเสียหายของท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่น ท่าเรือขนถ่าย รวมถึงแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน

วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจะสามารถเข้าไปสำรวจความเสียหาย ซ่อมแซม และทดสอบระบบได้ ก็ต่อเมื่อช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานแล้วเท่านั้น ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านพลังงานประเมินว่า จะใช้เวลา “อย่างน้อย 2-3 เดือน”

ซาอัด เชริดา อัล-คาบี รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์ เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคม ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเมืองอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน อาจต้องใช้เวลาซ่อมแซม “นานถึง 3-5 ปี”

ความเสียหายดังกล่าว คาดว่าจะทำให้การส่งออก LNG ของกาตาร์ลดลง 17% และการส่งออกคอนเดนเสท ซึ่งเป็นน้ำมันเบาที่สกัดจากก๊าซธรรมชาติ ลดลงอีก 24%

ด้านยูคิ ทาคาชิมะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura Securities มองว่า อาจต้องรอถึง “เดือนกันยายน 2027” กว่า ราคาน้ำมันจะกลับลงมาอยู่ที่ระดับเดิมอีกครั้ง
 

 

 

อ้างอิง: nikkei

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์