ความหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาปกติ ส่งผลบวกต่อตลาดสินค้าเกษตรทั่วโลก โดยราคาธัญพืชและน้ำมันพืชหลายชนิดปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนมองว่าต้นทุนปุ๋ย พลังงาน และการขนส่งอาจผ่อนคลายลง ช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านอาหาร
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาพืชผลการเกษตรและน้ำมันพืชในตลาดโลกปรับตัวลดลง หลังตลาดเริ่มเชื่อมากขึ้นว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” จะกลับมาเปิดให้เรือสินค้าเดินทางได้ตามปกติอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งปุ๋ยและเชื้อเพลิงสะดวกขึ้น ลดต้นทุนของเกษตรกร และบรรเทาความเสี่ยงที่ราคาอาหารจะพุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง
ความหวังดังกล่าว เกิดขึ้นหลังสหรัฐและอิหร่านประกาศบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศเตรียมลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน แม้ว่าบางประเด็นยังต้องเจรจากันเพิ่มเติมก็ตาม
ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานและวัตถุดิบการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนสำคัญของภาคเกษตรกรรมทั่วโลก ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา ราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้ผลักดันต้นทุนการเพาะปลูกให้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาธัญพืชและเมล็ดพืชน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชผลทางการเกษตร เนื่องจากมีต้นทุนแข่งขันได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรบางประเภทเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เคยเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้นต่อเนื่อง โลกอาจเผชิญวิกฤติราคาอาหารครั้งใหญ่ภายในระยะเวลา 6-12 เดือน เนื่องจากการขนส่งวัตถุดิบสำคัญและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ความกังวลบางส่วนเริ่มคลี่คลายลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จากระดับสต็อกสินค้าเกษตรโลกที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมถึงราคาปุ๋ยที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้แรงซื้อเก็งกำไรจากปัจจัยสงครามเริ่มจางหาย
ในวันจันทร์ ราคาข้าวโพดและข้าวสาลีในตลาดชิคาโกร่วงลงราว 0.7% ขณะที่น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไบโอดีเซล ปรับตัวลดลงประมาณ 1% ส่วนราคาถั่วเหลืองแทบไม่เปลี่ยนแปลง ด้านราคาน้ำมันปาล์มในตลาดกัวลาลัมเปอร์ปรับตัวลงสูงสุด 0.8% ก่อนลดช่วงลบลงในเวลาต่อมา
อนิลกุมาร์ บากานี หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Sunvin Group ในอินเดียระบุว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานปุ๋ยได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อีกทั้งราคาพลังงานที่อ่อนตัวลงยังลดแรงจูงใจในการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันถั่วเหลือง ส่งผลกดดันราคาสินค้าเกษตรกลุ่มนี้เพิ่มเติม
“หากสันติภาพดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน เงินเฟ้อจะค่อย ๆ ลดลง แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา” บากานีกล่าว
ขณะที่ตลาดน้ำมันปาล์มยังคงได้รับแรงพยุงจากความคาดหวังต่อนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพของอินโดนีเซีย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความต้องการจากภูมิภาคตะวันออกกลางอาจฟื้นตัวอีกครั้ง หากการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ
ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันด้านราคาอาหารเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกผ่านการชะลอตัวของเงินเฟ้อ ซึ่งอาจเปิดทางให้ธนาคารกลางต่าง ๆ มีพื้นที่มากขึ้นในการลดอัตราดอกเบี้ย และช่วยกระตุ้นอุปสงค์สินค้าเกษตรในระยะต่อไป
หลังจากหลายเดือนที่ตลาดโลกต้องเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ความหวังในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จึงกำลังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านอาหาร พลังงาน และเงินเฟ้อ ที่ถาโถมเศรษฐกิจโลกมาตลอดช่วงที่ผ่านมา
อ้างอิง: bloomberg


