ดีล ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ดันหุ้นเอเชียพุ่ง น้ำมันดิ่ง
กูรูเตือน ‘เงินเฟ้อ’ ยังไม่จบ ชี้ตลาดบวกแค่ระยะสั้น จับตาช่วงเวลา 60 วัน ชี้ชะตาข้อสรุปสงคราม
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บรรดานักลงทุนในตลาดการเงินโลกซื้อขายด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจะดีดตัวขึ้นรับข่าวดี หลังจากที่ “สหรัฐ-อิหร่าน” สามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อลดความตึงเครียดลงได้
ตลาดเงิน ตลาดทุนพุ่งรับดีล
แนวโน้มเชิงบวกทำให้ดัชนี MSCI Asia Pacific พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 3.2% ในขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยและสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง ราคาน้ำมันดิบ Brent ดิ่งลงมากกว่า 4% ลงไปเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และค่าเงินดอลลาร์ต่างปรับตัวลดลง โดยดัชนี Bloomberg Dollar Spot ลดลงเพียง 0.3%
ทว่าผู้เชี่ยวชาญในตลาดยังคงออกโรงเตือนว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจและบาดแผลที่เกิดจากความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง
กูรูเตือนเงินเฟ้อไม่จบ อาจบวกแค่ ‘ระยะสั้น’
นักกลยุทธ์จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้ง KCM Trade, Pepperstone Group และ Stifel Nicolaus ต่างมองตรงกันว่า “ข้อตกลงที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพียงโอกาสในการเก็งกำไรระยะสั้นของนักลงทุน มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหุ้นขาขึ้นในระยะยาว”
จริงอยู่ที่ว่าหากราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายมากขึ้น
แต่ประเด็นสำคัญหลายอย่างยังไม่ได้ข้อสรุป ไม่ว่าจะเป็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร และการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ทำให้ยังไม่แน่ชัดว่าราคาน้ำมันดิบจะต่ำพอที่จะเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่
ทิม วอเทอเรอร์ (Tim Waterer) หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก KCM Trade ณ นครซิดนีย์ ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า คำถามที่แท้จริงในตอนนี้คือ ปัจจัยบวกจากการลดลงของราคาน้ำมันจะส่งผ่านไปสู่การลดลงของ “ตัวเลขเงินเฟ้อ” ได้รวดเร็วแค่ไหน และจะส่งสัญญาณให้ธนาคารกลางต่าง ๆ เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินได้จริงหรือไม่ เนื่องจากบททดสอบที่สำคัญที่สุดของตลาดในเวลานี้คือ "มรดกตกทอดด้านเงินเฟ้อ" ที่สงครามครั้งนี้ทิ้งเอาไว้
ช่วงเวลา 60 วัน ชี้ชะตา
ในแง่ของการนำข้อตกลงไปปฏิบัติจริง ตลาดยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งสัญญาณว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันศุกร์นี้ แต่การจราจรทางเรือผ่านเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์สายนี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ประกอบกับความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกิดขึ้นอาจเป็นตัวฉุดรั้งให้อุปทานน้ำมันฟื้นตัวล่าช้า ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงฉบับนี้เป็นเพียงการยื้อเวลาความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์ออกไป โดยให้กรอบเวลาผู้เจรจาเพียง 60 วันเท่านั้นในการหาข้อยุติที่ถาวร
ด้าน ตี๋หลิน อู๋ นักวิเคราะห์จาก Pepperstone Group ให้ความเห็นเชิงกังขาว่า ข้อตกลงชั่วคราวนี้จะราบรื่นได้ก็ต่อเมื่อต้องผ่านด่านสำคัญถึง 3 ด่าน คือ การคัดค้านจากอิสราเอล, ท่าทีของกลุ่มฮาร์ดไลน์ในอิหร่าน และแรงกดดันภายใต้กรอบเวลาเจรจานิวเคลียร์ 60 วัน
ทว่าเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นตามลำดับเหล่านี้ล้วนมีโอกาส “ล้มเหลวสูง” ซึ่งปัจจุบันตลาดกำลังตอบรับกับฉากทัศน์ที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์มักไม่ได้ราบรื่นเช่นนั้น
อย่างไรก็ดี ทิศทางตลาดในอนาคตยังขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญหลายด้าน ทั้งความเร็วในการกลับมาขนส่งพลังงาน, แรงกดดันของเงินเฟ้อว่าจะยอมลดระดับลงหรือไม่ และความสามารถของผู้เจรจาในการเปลี่ยนข้อตกลงชั่วคราวนี้ให้กลายเป็นสนธิสัญญาที่ถาวร
แบร์รี แบนนิสเตอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นจาก Stifel Nicolaus ในบัลติมอร์ สรุปภาพรวมไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวลดลงในระยะสั้น ซึ่งจะช่วยหนุนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำมัน เนื่องจากผู้ผลิตในแถบอ่าวเปอร์เซียจะเร่งกำลังการผลิตและส่งเรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ
แต่การที่ข้อตกลงนี้ "ขาดรายละเอียดที่ชัดเจน" อย่างสิ้นเชิง จะทำให้ราคาน้ำมันยังคงมีต้นทุนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แฝงอยู่ ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรคาดหวังว่าราคาน้ำมันจะกลับไปยืนต่ำกว่าระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้นานนัก
อ้างอิง Bloomberg

