วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

Login
Login

ค่ายใหญ่รถยนต์ยุโรปรวมพลัง ดันนโยบาย ‘Made in Europe’ ต้านคู่แข่ง

ค่ายรถยนต์รายใหญ่ยุโรปรวมพลัง ผลักดันนโยบาย ‘Made in Europe’ ย้ำกรอบต้องชัดเจน และทำได้ทันที เพิ่มแรงจูงใจการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค หวังรับมือการแข่งขันบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะ 'จีน' ที่ล้นทะลักเข้ามา

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของยุโรป 3 ราย ได้แก่ โฟลค์สวาเกน (Volkswagen AG), สเตลแลนทิส (Stellantis NV) และเรโนลต์ (Renault SA) เรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรืออียู ออกกฎ “Made in Europe” ที่เรียบง่าย พร้อมเพิ่มแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการผลิตภายในภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายรถยนต์ต่างประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ราคาถูกจาก "จีน"

ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสามรายซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึงราว 60% ของกำลังการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในอียู ได้ยื่นข้อเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายของอียูเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีกรอบนโยบายรถยนต์เมดอินยุโรป ที่ "ชัดเจน" และ "ดำเนินการได้ทันท่วงที" เพื่อส่งเสริมการจัดหาชิ้นส่วน การพัฒนา และการประกอบรถยนต์ภายในภูมิภาค

แถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ถือเป็นครั้งแรกที่เรโนลต์ร่วมมือกับโฟล์คสวาเกน และสเตลแลนทิส ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดสองอันดับแรกของภูมิภาค เพื่อผลักดันนโยบายดังกล่าวร่วมกัน

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปกำลังเผชิญความยากลำบากจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เต็มไปด้วยความผันผวน และอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้โรงงานจำนวนมาก "เดินเครื่องการผลิตต่ำกว่าระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด"

การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้ายังเปิดทางให้คู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะ BYD และแบรนด์ MG ของ SAIC Motor Corp. จากจีน ซึ่งสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็วผ่านรถยนต์ราคาจับต้องได้ เช่น BYD Atto 3

ท่ามกลางสงครามราคาที่รุนแรงในประเทศ ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังมองหาตลาดใหม่รองรับกำลังการผลิต หลังได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐมาเป็นเวลาหลายปี บริษัทต่างๆ เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีจนแซงหน้าคู่แข่งตะวันตกในหลายด้าน เพื่อดึงดูดผู้บริโภคด้วยฟีเจอร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ

ขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์จีนซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเผชิญภาวะชะลอตัว จนยอดขายลดลงราว 20% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ทำให้ค่ายรถยนต์จีนต่างๆ มองหาลู่ทางขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น

3 ค่ายรถยุโรปเรียกร้องอะไร?

ข้อเสนอ “Made in Europe” นั้นอยู่ภายใต้กฎหมาย Industrial Accelerator Act ของอียูซึ่งถูกนำเสนอไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการนโยบายอุตสาหกรรมในวงกว้างของอียู เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เผยแพร่ร่างกฎหมายฉบับแรกเมื่อเดือนมี.ค.2026 ที่ผ่านมา และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย

แต่จากมุมมองของค่ายรถยุโรปเองยังมีข้อติดขัดในเรื่องความเร็ว และการทำได้จริง โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานกฎระเบียบของอียู และต้นทุนที่ยังสูงกว่า จึงเรียกร้องให้มีการปรับแก้เพิ่มความยืดหยุ่น และขอมาตรการจูงใจเพิ่มเติม เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญของยุโรปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสามราย ระบุว่า การให้สิทธิประโยชน์กับรถยนต์ที่มีสัดส่วนชิ้นส่วน และมูลค่าเพิ่มในท้องถิ่นสูง จะช่วยผู้ผลิตที่กำลังเผชิญ “ความท้าทายด้านความสามารถในการแข่งขันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” จากช่องว่างด้านเทคโนโลยีในสาขายุทธศาสตร์ แรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก รวมถึงต้นทุนพลังงาน การผลิต และกฎระเบียบของอียูที่ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งสามบริษัทเสนอให้ปรับเงื่อนไข โดยกำหนดให้รถยนต์ที่ผลิตในสหภาพยุโรป "อย่างน้อย 70%" ต้องมีมูลค่าจากแรงงานและชิ้นส่วนที่มาจากประเทศสมาชิก รวมถึงนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ อย่างน้อย 70%

ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปบางรายยังเรียกร้องให้มี "มาตรการเพิ่มเติม" เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้ง่ายขึ้น หลังจากหลายบริษัทเริ่มประกาศการ "เลิกจ้าง" ลดจำนวนพนักงานแล้ว รวมถึงการสนับสนุนเฉพาะด้านต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่ และการเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค

“เราต้องการนำเสนอรถยนต์ที่สะอาด ราคาเข้าถึงได้ และมีเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับชนชั้นกลางของยุโรป” ทั้งสามบริษัทระบุ

ส่วนระบบ “ซูเปอร์เครดิต” หรือสิทธิประโยชน์ที่ค่ายรถจะได้รับหากสามารถบรรลุเป้าหมายของอียูได้ โดยให้นำรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ผลิตในยุโรปไปนับรวมในการปฏิบัติตามเกณฑ์การปล่อย CO2 ของผู้ผลิตรถยนต์ได้นั้น ทั้งสามบริษัทระบุว่า ต้องการให้ซูเปอร์เครดิตในอนาคตครอบคลุม "รถยนต์ไฟฟ้าทุกคัน" ที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป ไม่ใช่เฉพาะรถอีวีขนาดเล็กเท่านั้น

นอกจากนี้ ทั้งสามบริษัทต้องการให้การคำนวณสัดส่วนมูลค่าในประเทศ ครอบคลุมถึงกิจกรรมด้านการวิจัย และพัฒนา (R&D) รวมถึงการประกอบรถยนต์ด้วย

ผู้ผลิตรถยนต์ยังชี้ว่า ปัจจุบันรถยนต์นำเข้ามีสัดส่วนราว 26% ของตลาดรถยนต์ยุโรป ซึ่งเป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการกำหนดนโยบาย

“ยุโรปไม่ได้กำลังปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่กำลังหยุดยั้งแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมไปยังประเทศที่สามเพิ่มเติม” ทั้งสามบริษัทระบุในแถลงการณ์

ข้อกังวลจากค่ายรถเอเชีย และนอกอียู

บรรดาผู้ผลิตรถยนต์นอกสหภาพยุโรป เช่น โตโยต้า มอเตอร์, นิสสัน มอเตอร์ และจากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ ต่างแสดงความกังวลว่า แผนดังกล่าวอาจไม่นับรวมชิ้นส่วนที่ผลิตในสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และตุรกี

ปัจจุบัน โตโยต้ามีฐานการผลิตสำคัญในสหราชอาณาจักร และตุรกี ขณะที่นิสสันดำเนินงานโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักรในเมืองซันเดอร์แลนด์

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โยชิฮิโระ นากาตะ ประธานฝ่ายธุรกิจยุโรปของโตโยต้าได้เรียกร้องให้อียูใช้ “แนวทางที่ครอบคลุมพันธมิตรที่เชื่อถือได้” ซึ่งจะทำให้โตโยต้าได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ผลิตที่ “เทียบเท่า” กับผู้ผลิตในยุโรป และยังเตือนด้วยว่า หากการลงทุนในยุโรปได้รับผลกระทบ อาจส่งผลกระทบ “รุนแรง” ต่อกิจกรรมทางธุรกิจในภูมิภาค

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์