กระทรวงพาณิชย์ของจีนออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง พร้อมขู่จะใช้มาตรการตอบโต้อย่างเด็ดขาด หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐประกาศรายชื่อขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนหลายแห่ง อาทิ Alibaba, Baidu และ BYD โดยกล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนกองทัพจีน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังผู้นำทั้งสองประเทศเพิ่งบรรลุข้อตกลงยุติสงครามการค้าที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจปะทุขึ้นอีกครั้ง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เผยแพร่บัญชีรายชื่อบริษัทที่เชื่อว่าให้การสนับสนุนกองทัพจีน (Chinese Military Companies - CMC list หรือ 1260H) ซึ่งเป็นรายชื่อฉบับใหม่ที่ปรับปรุงแทนที่ฉบับเดิมเมื่อช่วงต้นปี 2025 โดยครอบคลุมบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของจีน
รายชื่อสำคัญในรอบนี้ประกอบด้วย บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ Alibaba, ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิน Baidu, ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชั้นนำอย่าง BYD และ NIO นอกจากนี้ ยังรวมถึงผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ CXMT และ YMTC รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ WuXi AppTec บริษัทหุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วย AI อย่าง RoboSense Technology และ Unitree
แม้การขึ้นบัญชีรายชื่อนี้จะไม่ได้เป็นมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะไม่สามารถทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงกับบริษัทเหล่านี้ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. นี้เป็นต้นไป และจะถูกระงับการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบุคคลที่สามภายในปี 2027 ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายและต้นทุนทางธุรกิจต่อบริษัทจีนและบรรดาพันธมิตร
กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลปักกิ่งรู้สึก "ไม่พอใจอย่างรุนแรง" (strongly dissatisfied) พร้อมเตือนว่าหากบริษัทจีนไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม จีนจะดำเนินการตอบโต้อย่างเด็ดขาดและรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติและกดดันบริษัทจีนอย่างไม่มีเหตุผล พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขแนวทางที่ผิดพลาด โดยชี้ว่าความเคลื่อนไหวของกระทรวงกลาโหมสหรัฐถือเป็นการเพิกเฉยต่อฉันทามติที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เพิ่งตกลงร่วมกันเพื่อสงบศึกการค้าที่เปราะบาง จากการพบปะกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
บรรดาบริษัทชั้นนำที่ถูกระบุชื่อต่างออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและเตรียมช่องทางต่อสู้ทางกฎหมาย โดย BYD แถลงคัดค้านการถูกกล่าวหาว่าเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทหาร และเตรียมใช้กระบวนการทางกฎหมายและการบริหารทุกช่องทางเพื่อปกป้องสิทธิ
ด้าน Alibaba ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การหลอมรวมทหารและพลเรือน (Military-civil fusion strategy) ของรัฐบาลปักกิ่ง เช่นกันกับ Baidu ที่แถลงว่าการนำชื่อบริษัทเข้าบัญชีถือเป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง ขณะที่ YMTC ผู้ผลิตชิป แสดงความผิดหวังและมองว่ามาตรการนี้มีแรงจูงใจเพื่อกีดกันการแข่งขัน มากกว่าจะเป็นความกังวลเรื่องความมั่นคงของชาติ
ทั้งนี้ กฎหมายสหรัฐระบุว่าบริษัทสามารถยื่นคำร้องขอถอดชื่อออกจากบัญชีได้ ซึ่ง Novogene บริษัทด้านการจัดลำดับยีนของจีน เปิดเผยว่ากำลังติดต่อกับทางการสหรัฐเพื่อชี้แจงสถานะการเป็นบริษัทเอกชนอิสระและขจัดความเข้าใจผิดดังกล่าวให้เร็วที่สุด
จอห์น มูเลนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการ China Select ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ระบุว่าการเผยแพร่บัญชีรายชื่อนี้ถือเป็นคำเตือนอย่างเป็นทางการถึงภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐทุกระดับของสหรัฐ ว่าบริษัทเทคโนโลยีจีนเหล่านี้กำลังดำเนินการที่ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ
สำหรับแนวโน้มในระยะยาวนั้น เครก ซิงเกิลตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันคลังสมอง Foundation for Defense of Democracies ประเมินว่า เหตุการณ์นี้คือการปลุกให้ตื่นขึ้นมาเผชิญความจริง หลังบรรยากาศอันชื่นมื่นของการประชุมสุดยอดผู้นำสองมหาอำนาจจบลงง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้มองบริษัทจีนเป็นเพียงธุรกิจเดี่ยวๆ อีกต่อไป แต่กำลังยกระดับการรับมือโดยถือว่า โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของจีนทั้งระบบ คือสมรภูมิการแข่งขันทางยุทธศาสตร์หลักอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การกีดกันและแรงกดดันต่อภาคธุรกิจที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
อ้างอิง Reuters


