ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเมื่อคืน เนื่องจากสหรัฐอเมริกา-อิหร่านใกล้จะบรรลุข้อตกลงในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ข้อตกลงยุติสงครามอิหร่านยังไม่แน่นอน
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวลดลงในวันศุกร์ (12 มิ.ย. 69) เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านใกล้จะบรรลุข้อตกลงในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงไม่มีความแน่นอน
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐ (WTI) ร่วงลง 3.2% ปิดที่ 84.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ลดลง 3.4% ปิดที่ 87.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ภาพรวมราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ลดลงไปประมาณ 6% แต่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่สหรัฐ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่า พวกเขามองเห็นโอกาสถึง 80% ที่สหรัฐและอิหร่านจะลงนามในข้อตกลงร่วมกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
"มันยังไม่ใช่ 100%" เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุ "ระบบของพวกเขามีความซับซ้อนมาก คนส่วนใหญ่ที่เราได้ร่วมพูดคุยด้วย รวมถึงคนส่วนใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจภายในระบบของพวกเขาต่างต้องการลงนามในข้อตกลงนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน"
ข้อตกลงดังกล่าวจะครอบคลุมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง, การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ, การยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการขนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกจากพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าอิหร่านจะได้รับสิ่งจูงใจทางการเงินหากพวกเขาปฏิบัติตามข้อตกลง
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อตกลงที่ทางรัฐบาลทรัมป์เผยแพร่นั้น ขัดแย้งกับเอกสารที่สำนักข่าวเมห์ร( Mehr) ของรัฐบาลอิหร่านปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ในวันศุกร์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อฝั่งเตหะรานมากกว่า
โดยเอกสารของฝั่งอิหร่านระบุว่า สหรัฐ จะยอมถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่รอบสาธารณรัฐอิสลาม ยอมยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลภายใน 30 วัน และจะมอบเงินช่วยเหลือเพื่อการฟื้นฟูจำนวน 300,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนอิหร่าน จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 30 วันเช่นกัน แต่จะอยู่ภายใต้การจัดเตรียมที่เตหะรานเป็นผู้กำหนด
ทางด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์มองว่า กลุ่มแนวคิดสายเหยี่ยวของอิหร่านกำลังพยายามทำให้ข้อตกลงนี้ดูเป็นประโยชน์ต่อเตหะราน เพื่อเอาใจประชาชนในประเทศของตนเอง ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าเนื้อหาในเอกสารของอิหร่านไม่ได้สะท้อนถึงข้อตกลงที่วอชิงตันและเตหะรานทำร่วมกันจริง ๆ
"เงื่อนไขที่อิหร่านปล่อยหลุดไปให้พวกสำนักข่าวปลอมนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง กับเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเลยสักนิด" ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social
นอกจากนี้ทรัมป์ ยังตำหนิชาวอิหร่านอย่างรุนแรงว่าเป็น "กลุ่มคนที่คบค้าสมาคมด้วยยากและไม่มีเกียรติอย่างยิ่ง" ซึ่งไม่ได้เจรจาด้วยความจริงใจ พร้อมทั้งกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งโดรนโจมตีเรือสัญชาติอินเดียเมื่อคืนก่อน โดยประณามว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
"พวกเขาควรจะปรับปรุงพฤติกรรมตัวเองให้ดีขึ้น และต้องทำโดยด่วนด้วย!" ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว
ทางด้านเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน กล่าวว่า ตอนนี้กำลังมี "การออกมาบิดเบือนข้อมูลอย่างไม่หยุดหย่อน" ซึ่งถูกปลุกปั่นโดย "ผู้ที่ต้องการวินาศกรรมข้อตกลงสันติภาพนี้"
"หากตัดเสียงรบกวนเหล่านั้นออกไป เราสามารถยืนยันได้ว่า ร่างข้อความสุดท้ายที่เห็นชอบร่วมกันของข้อตกลงสันติภาพได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว และขณะนี้ปากีสถานกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับทั้งสองฝ่ายเพื่อสรุปขั้นตอนต่อไป" ชารีฟ กล่าว พร้อมเสริมว่า "สันติภาพไม่เคยเข้าใกล้เรามากขนาดนี้มาก่อนเลย"
อิหร่านระบุดีลยุติสงครามใกล้จบ
ไม่นานหลังจากที่ทรัมป์ออกมาปฏิเสธรายงานของอิหร่าน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน "ไม่เคยเข้าใกล้ความจริงมากเท่านี้มาก่อน"
"ในระหว่างที่รอการสรุปผลขั้นสุดท้าย สื่อมวลชนควรละเว้นจากการคาดเดาเกี่ยวกับเนื้อหาภายใน และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่รับผิดชอบและโปร่งใสของเรา รายละเอียดทั้งหมดจะถูกแบ่งปันต่อสาธารณชนในเวลาที่เหมาะสมต่อไป" อารักชีระบุ ซึ่งในเวลาต่อมาทรัมป์ ได้รีโพสต์ข้อความดังกล่าวของอารักชีด้วย
ด้าน เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่า ข้อมูลเท็จกำลังแพร่สะพัดเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยแวนซ์ ยืนยันว่า เตหะรานจะไม่ได้รับเงินสดใดๆ และจะไม่มีการปล่อยกองทุนให้เพียงเพราะแค่ยอมลงนามในข้อตกลงหรือเข้าร่วมการประชุมเท่านั้น
"ข้อตกลงนี้ถูกจัดโครงสร้างขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าความกังวลของสหรัฐฯ และพันธมิตรจะได้รับการจัดลำดับความสำคัญก่อน และหากสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านปฏิบัติตามข้อผูกพัน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะหลั่งไหลไปสู่พวกเขาและคนทั้งภูมิภาคเอง" รองประธานาธิบดีสหรัฐ โพสต์ทิ้งท้ายบนโซเชียลมีเดีย


