‘นี่อาจเป็นมื้อสุดท้ายของผม’ ข้อความที่ ‘ตั้ม’ ปณิธิ คุ้มแก้ว ลูกเรือไทยที่รอดชีวิตส่งถึงภรรยา กลายเป็นลางร้ายที่เกือบเป็นจริงในวันรุ่งขึ้น เมื่อเรือมยุรี นารีถูกขีปนาวุธโจมตี เปิด ‘บทสัมภาษณ์’ จากนิกเกอิ เอเชีย ซึ่งได้พูดคุยกับลูกเรือไทย 2 คนที่อยู่บนเรือลำดังกล่าว เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการเอาชีวิตรอดจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ช่องแคบฮอร์มุซได้กลายเป็น “หนึ่งในจุดอันตรายที่สุดของโลก” หลังสงครามสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ลุกลามจนเรือพาณิชย์จำนวนมากตกอยู่ท่ามกลางแนวรบโดยไม่ตั้งใจ แม้การค้าระหว่างประเทศยังต้องดำเนินต่อไป แต่สำหรับลูกเรือที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว เส้นทางเดินเรือที่เคยเป็นเพียงเส้นทางขนส่งสินค้า กลับกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างการกลับบ้านกับการเสี่ยงชีวิต
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียเผย “บทสัมภาษณ์” ของลูกเรือชาวไทย 2 คน ได้แก่ “ตั้ม” ปณิธิ คุ้มแก้ว และนพดล วงษ์สุวรรณ ผู้รอดชีวิตจากการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดยสำหรับพวกเขาแล้ว ความทรงจำในเช้าวันที่ 11 มีนาคม ดูเหมือนจะไม่มีวันเลือนหาย เพราะนอกจากต้องเผชิญนาทีเฉียดตายแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวยังคร่าชีวิตเพื่อนร่วมงานไป 3 คน ทิ้งไว้เพียงบาดแผลทางใจมาจนถึงทุกวันนี้
วันนี้ ทั้งสองกำลังเตรียมยื่นฟ้องบริษัทเจ้าของเรือ โดยตั้งคำถามสำคัญว่า พวกเขาถูกบังคับให้เสี่ยงชีวิตหรือไม่ และในวันที่สงครามปะทุขึ้นกลางเส้นทางเดินเรือ ชีวิตของลูกเรือ “มีคุณค่ามากเพียงใด” ในสายตาของนายจ้าง
‘นี่อาจเป็นมื้อสุดท้ายของผม’
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ตั้มส่งภาพอาหารเย็นให้ภรรยาดู ในภาพมีเพียงข้าว ไก่ และส้มตำธรรมดาจานหนึ่ง แต่ข้อความใต้ภาพกลับสะเทือนใจ
“พรุ่งนี้ผมต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มื้อนี้อาจเป็นมื้อสุดท้ายของผม”
ตอนนั้นภรรยาคิดว่าเป็นเพียงคำพูดจากความวิตกกังวลของสามีที่กำลังจะเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงสงคราม
แต่เมื่อย้อนกลับมาดูภาพดังกล่าวในวันนี้ เธอไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้
เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น คำพูดนั้นเกือบกลายเป็นความจริง
เช้าวันที่ 11 มีนาคม เรือบรรทุกสินค้า “มยุรี นารี” (Mayuree Naree) ถูกขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ตั้มรอดชีวิต เช่นเดียวกับนพดล แต่ลูกเรืออีก 3 คน “ไม่ได้กลับบ้าน”
สงครามที่มองเห็นด้วยตา
สำหรับโศกนาฏกรรมนี้ เรื่องราวย้อนไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เรือมายุรี นารี ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าเทกอง ความยาว 179 เมตร ออกจากสิงคโปร์ มุ่งหน้าไปอินเดียเพื่อรับสินค้าเหล็ก ก่อนส่งต่อไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดอย่างหนักหลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยขณะนั้นเรือทอดสมออยู่ที่ท่าเรือเจเบล อาลี ในนครดูไบ ซึ่งเป็นท่าเรือที่กองทัพเรือสหรัฐ ใช้เป็นฐานแวะพักที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง
ตั้มวัย 42 ปีเล่าว่า คืนแรกของสงคราม ลูกเรือสามารถมองเห็นขีปนาวุธถูกสกัดกลางท้องฟ้า
ส่วนนพดล ซึ่งปฏิบัติงานบนดาดฟ้าเรือในช่วงหลายวันต่อมา มองเห็นขีปนาวุธพุ่งตัดกันเหนือศีรษะเป็นระยะ
“มันระเบิดเหมือนดอกไม้ไฟ”
ภาพเหล่านั้นทำให้ลูกเรือทุกคนรู้ดีว่า สงครามอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เคย
‘เราไม่มีทางเลือก’
วันที่ 8 มีนาคม ขณะที่เรือจอดอยู่ที่อาบูดาบี กัปตันเรียกลูกเรือทั้งหมดเข้าห้องควบคุม เพื่อหารือเกี่ยวกับทางเลือกที่มีอยู่
คำสั่งจากบริษัทคือ ให้ออกเดินทางไปยังเมืองกันดลา ประเทศอินเดีย เพื่อรับสินค้าเพิ่มเติม นั่นหมายถึง “ต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”
ลูกเรือที่ไม่ต้องการเดินทางต่อ สามารถลงจากเรือและพักอยู่ในอาบูดาบี โดยบริษัทจะจัดตัวแทนมารับ
แต่สำหรับหลายคน ในเวลานั้น อิหร่านได้โจมตีสนามบิน โรงแรม และเรือพาณิชย์เกือบสิบลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 คน ทำให้ทั้งตั้มและนพดลรู้สึกว่า ไม่มีทางเลือกใดปลอดภัยจริง
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด คือ การอยู่บนเรือต่อไปในจุดที่เรือจอดอยู่ โดยไม่ต้องออกเดินทาง
ตั้มยอมรับว่า เขากลัวว่าจะถูกมองเป็น “แกะดำ” และเสี่ยงถูกเลิกจ้างหากปฏิเสธคำสั่ง
“ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือกจริง ๆ”
นพดลเองก็ส่งข้อความไปหาภรรยาผ่าน WhatsApp
“มันอันตรายพอ ๆ กัน”
“แต่เราไม่มีทางเลือก”
‘ถ้าโดนยิงตาย จะตายฟรีหรือ?’
เช้าวันที่ 10 มีนาคม ลูกเรือถูกเรียกให้ลงนามในเอกสารยินยอมเดินทางต่อ
นพดลถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการพูดถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการทำงานในเขตสงคราม
“ถ้าเราโดนยิง เราจะตายฟรีหรือ?” เขาถาม
แต่ต้นเรือ (ผู้ช่วยข้างกายกัปตัน) ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว
ช่วงเที่ยงวัน เรือทอดสมออยู่ที่เจเบล อาลี ทำให้ลูกเรือหลายคนหวังว่าภารกิจอาจถูกยกเลิก
แต่เมื่อถึงเวลา 18.00 น. กัปตันแจ้งว่าเรือจะออกเดินทางตามกำหนดในคืนนั้น เพื่อมุ่งหน้าไปยังอินเดีย ซึ่งต้องใช้เวลาเดินเรือราว 10 ชั่วโมง
คืนนั้น ตั้มเขียนข้อความบนเฟซบุ๊กด้วยความหวาดหวั่นว่า
“ผมเปลี่ยนใจได้ไหม”
“ผมไม่อยากผ่านตรงนั้น”
“ผมกลัว”
“ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือเปล่า”
เช้าวันแห่งโศกนาฏกรรม
เวลาประมาณ 08.15 น. ของวันที่ 11 มีนาคม ขณะเรืออยู่ห่างชายฝั่งโอมานเพียง 11 ไมล์ทะเล ขีปนาวุธ 2 ลูกพุ่งชนห้องเครื่องยนต์
ตั้มกำลังชงกาแฟอยู่ในห้องครัว
“ผมยังไม่ได้จิบเลยสักคำ” “แล้วก็ได้ยินเสียง ตูม... ตูม”
แรงระเบิดทำให้กระจกหน้าต่างแตก พื้นห้องครัวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ส่วนนพดลที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้องพัก เขาสะดุ้งตื่นจากแรงกระแทก ก่อนกระโดดลงจากเตียงและผลักประตูห้องพักออกไป พบว่าไฟดับทั้งลำ
“ผมรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น”
ลูกเรือรีบรวมตัวกันที่ห้องควบคุม
หัวหน้าวิศวกรเดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย โดยมีเขม่าควันและเลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่าง
หลังการตรวจนับ กัปตันพบว่าลูกเรือ 3 คนสูญหาย
มีความพยายามเข้าไปค้นหา แต่ไฟที่ลุกไหม้ได้ปิดกั้นเส้นทางทั้งหมด
ด้วยความหวาดกลัวว่าจะเกิดระเบิดซ้ำอีกครั้ง ลูกเรือจึงเร่งปล่อยแพชูชีพลงน้ำและตัดสินใจสละเรือโดยทันที
ประมาณ 30 นาทีต่อมา พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือโอมาน
ในเดือนเมษายน เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของลูกเรือที่เสียชีวิตทั้ง 3 คน ได้แก่ 1. นายเกียรติศักดิ์ ปะวะภูชะแก ชาวจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นนายช่างไฟฟ้า 2. นายภาณุพงศ์ หมื่นแทน ชาวจังหวัดสมุทรปราการ เป็นนายช่างกลประจำเรือ และ 3. นายชวลิต ไชยวงศ์ ชาวจังหวัดตาก เป็นนายช่างเครื่อง
จากผู้รอดชีวิต สู่ผู้ฟ้องร้อง
ปัจจุบัน ตั้มและนพดลกำลังเตรียมยื่นฟ้อง “บริษัทพรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน)” และบริษัทในเครือต่อศาลแรงงานกลางในกรุงเทพฯ ภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ทั้งสองเรียกร้องค่าเสียหายอย่างน้อยคนละ 1 ล้านบาท
พวกเขาไม่ได้กล่าวหาว่าบริษัทเป็นผู้ก่อเหตุโจมตี แต่ตั้งคำถามว่า “บริษัทควรส่งลูกเรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนั้นหรือไม่ และลูกเรือมีสิทธิปฏิเสธคำสั่งได้จริงเพียงใด”
แม้บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยสำหรับทรัพย์สินที่สูญหายและการยุติสัญญาจ้างก่อนกำหนด แต่ทั้งสองมองว่า ไม่มีสิ่งใดชดเชยผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นได้
จนถึงวันนี้ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงตามหลอกหลอน ทั้งคู่บอกว่าต้องเผชิญกับอาการนอนไม่หลับ และภาวะบอบช้ำทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันนี้พวกเขายังคงเข้ารับการบำบัด
ตั้มเล่าว่า ครั้งหนึ่งลูกสาวทำลูกโป่งแตกภายในบ้าน เสียงดังเพียงชั่วครู่ทำให้เขาหยุดนิ่ง เหมือนถูกพากลับไปยังภาพควันไฟ เสียงระเบิด และความโกลาหลบนเรืออีกครั้ง
คุณค่าของชีวิตมนุษย์
พรีเชียส ชิพปิ้ง ซึ่งก่อตั้งในปี 2532 และมีกองเรือราว 40 ลำ ระบุหลังเหตุการณ์ว่า เรือดังกล่าวมีประกันภัยสงคราม และไม่คาดว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะทางการเงินของบริษัท
แต่สำหรับผู้รอดชีวิต ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ผลกระทบทางบัญชี หากแต่อยู่ที่คำถามว่า ชีวิตของลูกเรือควรถูกประเมินค่าอย่างไร
“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินชดเชย” ตั้มกล่าว
“มันเป็นเรื่องของคุณค่าของชีวิตมนุษย์”
และบางที นี่อาจไม่ใช่เพียงคดีของลูกเรือ 2 คนที่รอดชีวิตจากขีปนาวุธ
แต่เป็นคดีที่อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมเดินเรือว่า เมื่อสงครามปะทุขึ้นกลางเส้นทางการค้าโลก บริษัทมีหน้าที่ปกป้องพนักงานของตนมากเพียงใด และเส้นแบ่งระหว่าง “ความจำเป็นทางธุรกิจ” กับ “ความปลอดภัยของมนุษย์” ควรอยู่ตรงไหน
อ้างอิง: nikkei, กรุงเทพธุรกิจ


