กระแส SpaceX ดันหุ้นซัพพลายเออร์ใน ‘จีน-ไต้หวัน’ พุ่งแรง
นักลงทุนรายย่อยเอเชียใช้ทางอ้อม แห่ซื้อก่อนเปิด IPO ครั้งใหญ่ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้
บลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนทั่วเอเชียส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับการถูกตัดโอกาสในการเข้าถึงการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ทำให้นักลงทุนต้องหาช่องทางการเข้าซื้อหุ้น SpaceX ทางอ้อม
บรรดาเทรดเดอร์ตั้งแต่กรุงโซลไปจนถึงเซี่ยงไฮ้จึงพากันแห่เข้าซื้อหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจอวกาศ รวมถึงกองทุน ETF ที่เน้นธีมเทคโนโลยีอวกาศ และกองทุนที่อิงดัชนี Nasdaq 100 ด้วยความหวังว่าจะสามารถคว้าผลกำไรที่หลายฝ่ายคาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อหุ้นของ SpaceX เริ่มซื้อขายในตลาด
เฮบี เฉิน นักวิเคราะห์จาก Vantage Global Prime กล่าวว่า "เราพบความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าที่มีโปรไฟล์การเทรดและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่หลากหลายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ระดับความสนใจที่มีต่อ SpaceX ในตอนนี้ ไม่เหมือนกับการสอบถามข้อมูล IPO ตามปกติทั่วไป แต่ให้ความรู้สึกเหมือนนักลงทุนกำลังพยายามแย่งชิงที่นั่งก่อนที่จรวดจะทะยานออกจากฐานปล่อย"
สำหรับการเข้าซื้อ SpaceX การลงทุนมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละตลาด โดยมีเพียงญี่ปุ่นและออสเตรเลียเท่านั้นที่เป็นสองประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อขายหุ้น IPO นี้ได้โดยตรง
‘รายย่อย’ แห่ซื้อหุ้นซัพพลายเชน SpaceX
ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่ม “นักลงทุนรายย่อย” ที่กระหายการลงทุน นักลงทุนบางส่วนได้พยายามไขว่คว้าสิทธิ์จัดสรรหุ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์ท้องถิ่นอย่าง Mirae Asset Securities ในรูปแบบการเสนอขายในวงจำกัด
รายงานจากสำนักข่าว Yonhap Infomax ระบุว่าโควตาดังกล่าวถูกขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงหนึ่งนาที ส่วนนักลงทุนรายอื่น ๆ ที่พลาดโอกาสนี้ไป การเลือกเทรดหุ้นในกลุ่มห่วงโซ่อุปทานและบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันจึงกลายมาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดรองลงมา
บริษัทที่อยู่ในซัพพลายเชนของ SpaceX ได้ดึงดูดเม็ดเงินเดิมพันเป็นพิเศษ เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่า เม็ดเงินทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ SpaceX จะกระจายต่อมายังบรรดาซัพพลายเออร์ และช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิตดาวเทียม อุปกรณ์โทรคมนาคม ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับฐานปล่อยจรวด
ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงหันมาให้ความสนใจในบริษัทบางแห่งของจีนและไต้หวันอย่างล้นหลาม
บริษัท Sunway Communication ซึ่งเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนสถานีภาคพื้นดินที่เกี่ยวข้องกับ Starlink มีราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 60% ในปีนี้ ขณะที่ Lens Technology ปรับตัวขึ้น 41% ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างทำผลงานได้ดีกว่าดัชนี CSI 300 ที่ปรับตัวขึ้นเพียง 2% เท่านั้น
ด้านตลาดไต้หวัน นักลงทุนได้แห่กันเข้าซื้อหุ้นของผู้จัดหาชิ้นส่วนดาวเทียมและโทรคมนาคม โดยหุ้น WNC Corp ทะยานขึ้นถึง 175%, Chin-Poon Industrial พุ่งขึ้น 91% และ Universal Microwave Technology ทะยานขึ้น 147%
ตามรายงานของสื่อระบุว่า ทั้งสามบริษัทได้ออกมายอมรับว่าพวกเขาเป็นผู้ส่งชิ้นส่วนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของ SpaceX ปัจจัยนี้ช่วยให้หุ้นกลุ่มนี้ทำผลงานได้โดดเด่นกว่าดัชนี Taiex ของไต้หวัน ที่จัดว่าเป็นหนึ่งในดัชนีที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลกในปีนี้ด้วยการปรับตัวขึ้นถึง 49%
การลงทุนผ่านช่องทางกองทุน ETF ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยนักลงทุนหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่เน้นลงทุนในธุรกิจอวกาศมากขึ้น เช่น กองทุน ARK Space and Defense Innovation ETF ซึ่งกำลังจะบันทึกสถิติเงินทุนไหลเข้าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี รวมถึงกองทุนการบินและอวกาศอื่น ๆ ที่ถือครองหุ้นของบริษัทดาวเทียมและโทรคมนาคม
ส่วนนักลงทุนรายอื่น ๆ เลือกที่จะลงทุนในตราสารที่อิงกับดัชนี Nasdaq โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดที่มหาศาลของ SpaceX อาจทำให้บริษัทกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของดัชนีเทคโนโลยีหลัก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่เริ่มเปิดซื้อขายในตลาดสหรัฐช่วงเช้าวันศุกร์นี้
SpaceX มีโอกาสที่จะได้รับการบรรจุเข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 ได้เร็วที่สุดภายในเวลาประมาณ 15 วันทำการหลังจากเริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq ภายใต้เงื่อนไขว่าบริษัทจะต้องผ่านเกณฑ์ด้านขนาด มูลค่าสภาพคล่อง และคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่ Nasdaq กำหนด
แม้ว่าจะยังไม่มีความแน่นอนว่าการซื้อขายหุ้นเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่สูงในระดับเดียวกับ SpaceX หรือไม่ แต่ปรากฏการณ์การแย่งชิงครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจดทะเบียนเข้าตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนหลักที่ทรงอิทธิพลที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วทั้งภูมิภาค

