จากที่ต้องพึ่งน้ำมันอย่างหนักเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ในวันนี้ ‘สหรัฐ ‘กลับก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้ส่งออกน้ำมันอันดับหนึ่งของโลก’ ทิ้งห่างซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย สิ่งนี้ส่งสัญญาณว่าดุลอำนาจในตลาดพลังงานกำลังเปลี่ยนมือ และอำนาจ OPEC ที่เคยถือครองมา กำลังถูกเขย่า
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1973 หรือ 50 กว่าปีก่อน สหรัฐต้องเผชิญหนึ่งในวิกฤติพลังงานครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางใช้ “น้ำมัน” เป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อตอบโต้การสนับสนุนอิสราเอลของวอชิงตัน
ในเวลานั้น สหรัฐเป็นประเทศที่ต้อง “พึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศอย่างหนัก” ราคาพลังงานพุ่งสูง ประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมัน และเศรษฐกิจทั้งประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
แต่กว่าครึ่งศตวรรษต่อมา โลกกลับเห็นภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ในวันนี้ สหรัฐไม่เพียงหลุดพ้นจากการพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น “ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก” แซงหน้าทั้งซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ประเทศที่เคยครองอำนาจในตลาดพลังงานโลกมายาวนาน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติใหม่ของอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่กำลังเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของโลก
สงครามอิหร่าน จุดเปลี่ยนเร่งให้สหรัฐครองบัลลังก์
แม้สหรัฐจะเพิ่มการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคการปฏิวัติน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Revolution) แต่การก้าวขึ้นเป็น “ผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก” เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2026
สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทำให้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียได้รับผลกระทบ ขณะที่รัสเซียยังเผชิญแรงกดดันจากการคว่ำบาตรของตะวันตกและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากยูเครน
ผลลัพธ์คือ สหรัฐส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันเฉลี่ยกว่า 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม สูงกว่ารัสเซียที่ส่งออกประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และซาอุดีอาระเบียที่ส่งออกเพียง 5.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นี่นับเป็น “ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่” ที่ตลาดน้ำมันโลกไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยประเทศในตะวันออกกลางหรือรัสเซีย แต่ถูกนำโดยบริษัทพลังงานอเมริกัน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “อำนาจของสหรัฐ” ในเวทีโลกตั้งอยู่บนสามเสาหลัก ได้แก่ กำลังทหาร ระบบการเงิน และสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก
แต่วันนี้ วอชิงตันมีเครื่องมือใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น นั่นคือ “พลังงาน”
“วอชิงตันมีเครื่องมือใหม่ โดยก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน พวกเขาอาจไม่เคยตระหนักว่าตัวเองมีอยู่ นั่นคือ ‘การส่งออกพลังงาน’ ” มิเชล บรูฮาร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายของ Kpler บริษัทติดตามการเดินเรือกล่าว
หลายประเทศในยุโรปและเอเชียกำลังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและสงครามยูเครนที่ทำให้แหล่งพลังงานเดิมมีความเสี่ยงสูงขึ้น
ยุโรปซึ่งเคยพึ่งพารัสเซียอย่างหนัก ปัจจุบันนำเข้าน้ำมันเกือบครึ่งหนึ่งจากสหรัฐ ขณะที่ประเทศในเอเชียซึ่งเคยเป็นลูกค้าหลักของตะวันออกกลาง ก็กำลังหันมาซื้อน้ำมันอเมริกันเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นั่นหมายความว่า อิทธิพลของวอชิงตันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดการเงินหรือการทหารอีกต่อไป แต่ขยายไปถึง “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ของประเทศพันธมิตรจำนวนมากทั่วโลก
การก้าวขึ้นมามีบทบาทนำของ “สหรัฐ” ในตลาดน้ำมันโลกนี้ กำลังบั่นทอนอำนาจกำหนดทิศทางราคาน้ำมันที่ OPEC และพันธมิตรเคยถือครองมาอย่างยาวนาน
อ้างอิง: reuters, eia


