วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

ประชานิยมราคาแพง ทำไม ‘อินโดนีเซีย’ เจอหุ้น-ค่าเงิน-พันธบัตรดิ่งเหวพร้อมกัน

ประชานิยมราคาแพง ทำไม ‘อินโดนีเซีย’ เจอหุ้น-ค่าเงิน-พันธบัตรดิ่งเหวพร้อมกัน

หุ้นร่วง ค่าเงินดิ่ง พันธบัตรถูกเทขาย พร้อมกับคำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่นักลงทุนทั่วโลกว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย?’ เพราะเบื้องหลังแรงเทขายครั้งนี้ เป็นสัญญาณอันตรายว่า ตลาดกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นต่อวินัยการคลัง บทบาทรัฐที่ขยายตัว และทิศทางการบริหารของประเทศ

ในโลกการเงิน สัญญาณเตือนที่นักลงทุนหวาดกลัวที่สุด คงไม่ใช่เพียง ตลาดหุ้นร่วง หรือ ค่าเงินอ่อนค่า เพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ “ทุกตลาดถูกเทขายพร้อมกัน” และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ “อินโดนีเซีย”

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติทยอยถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น พันธบัตรรัฐบาล หรือแม้แต่ค่าเงินรูเปียห์ โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงกว่า 36% จากจุดสูงสุด จนกลายเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทุบสถิติใหม่ ทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียลงราว 86 ล้านล้านรูเปียห์นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ประเทศที่เคยถูกยกให้เป็นดาวเด่นแห่งอาเซียน กำลังเผชิญ “วิกฤติศรัทธา” จากตลาดการเงินหรือไม่ และวิกฤตินี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

‘4.9 แสนล้านบาท’ กับคำถาม ใครจะจ่ายบิลในท้ายที่สุด

หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าปัญหาเกิดจากงบประมาณภาครัฐที่เริ่มตึงตัว แต่สิ่งที่นักลงทุนกังวล อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณ แต่เป็น “ทิศทางการบริหารประเทศ”
แม้ว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณปี 2568 อยู่ที่ 2.92% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งต่ำกว่าเพดานกฎหมายที่กำหนดไว้ 3% เพียงเล็กน้อย โดยในเชิงตัวเลขยังถือว่าอยู่ในกรอบ

แต่ตลาดไม่ได้มองแค่ตัวเลขปัจจุบัน สิ่งที่นักลงทุนกังวลคือ “แนวโน้มในอนาคต” โดยเฉพาะภาระรายจ่ายขนาดใหญ่ของรัฐบาลปราโบโว

หนึ่งในนั้นคือ “โครงการอาหารฟรี” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงมูลค่า 268 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.9 แสนล้านบาท) มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนและยกระดับโภชนาการเด็กนักเรียน แต่ในมุมตลาด โครงการนี้คือ “ภาระการคลังมหาศาล” ที่ต้องใช้เงินต่อเนื่องหลายปี

ขณะเดียวกัน “ราคาน้ำมัน” ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล เพราะอินโดนีเซียต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LPG จำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนนำเข้าก็เพิ่มขึ้น และรัฐบาลอาจต้องใช้งบมากขึ้นเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า อินโดนีเซียจะรักษาวินัยการคลังไว้ได้หรือไม่ หากต้องเดินหน้าทั้งนโยบายประชานิยม โครงการขนาดใหญ่ และมาตรการอุดหนุนพลังงานพร้อมกัน

คำถามนี้ยิ่งจริงจังขึ้นเมื่อบริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings และ Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แม้ S&P ยังรักษามุมมองมีเสถียรภาพไว้ แต่ก็เตือนว่า ต้องจับตาภาระการคลังและต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้นอย่างใกล้ชิด

เฮนรี วิโบโว ผู้ร่วมก่อตั้ง Alphagate Capital และอดีตหัวหน้านักกลยุทธ์ประจำอินโดนีเซียของ J.P. Morgan กล่าวว่า “แรงเทขายในตลาดหุ้นอินโดนีเซียช่วงล่าสุด เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งอาจถูกปรับลดลงอีก ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัวและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น”

การเมืองแทรกเศรษฐกิจ รัฐขยายบทบาท

อีกปัจจัยสำคัญที่กดดันความเชื่อมั่นคือ ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของปราโบโว ซึ่งถูกมองว่ามีลักษณะ “แทรกแซง” และ “รัฐนำตลาด” มากขึ้น

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ปราโบโวผลักดันบทบาทของรัฐในหลายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองแร่ ปาล์มน้ำมัน ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara โดยรัฐบาลเข้ายึด หรือเข้าบริหารจัดการร่วมในพื้นที่สวนปาล์ม สัมปทานเหมือง และโรงงานแปรรูปจำนวนมาก พร้อมให้เหตุผลว่า เป็นการจัดระเบียบทรัพยากรของชาติ ป้องกันการรั่วไหล และเพิ่มรายได้ให้รัฐ

สำหรับผู้สนับสนุน นโยบายเหล่านี้อาจเป็นสิ่งจำเป็น หากอินโดนีเซียต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตถึงเป้าหมาย 8%

แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ภาพที่เห็นกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง พวกเขาเริ่มกังวลว่า รัฐบาลกำลังเพิ่มบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป จนอาจบั่นทอนความแน่นอนของกฎกติกา กระทบเสรีภาพทางธุรกิจ และเพิ่มความเสี่ยงจากการตัดสินใจทางการเมือง

เมื่อรัฐเข้ามาเป็นผู้กำกับ ผู้ควบคุม และบางครั้งเป็นผู้เล่นในตลาดเสียเอง นักลงทุนจึงต้องคิดหนักขึ้นก่อนนำเงินเข้ามาลงทุน

คดีทุจริตอาหารฟรี จุดกังวลธรรมาภิบาล

นอกจากปัญหานโยบายเศรษฐกิจแล้ว ความกังวลด้าน “ธรรมาภิบาล” ยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาด โครงการอาหารฟรี ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของปราโบโว กำลังเผชิญคดีทุจริต หลังผู้อำนวยการสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการอีก 2 คน ถูกจับกุมและถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกงบประมาณ

เมื่อโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ถูกพัวพันกับข้อกล่าวหาทุจริต นักลงทุนไม่ได้มองเพียงว่าเป็นคดีอาญาของเจ้าหน้าที่บางคน แต่ตั้งคำถามกว้างกว่านั้นว่า รัฐบาลมีความสามารถเพียงใดในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ ตรวจสอบการใช้จ่าย และป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ

ปราโบโวพยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการประกาศเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน และย้ำว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนอยู่ภายใต้การตรวจสอบ แต่ในมุมตลาด ความเสียหายด้านความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะเมื่อ “นโยบายเรือธง” ถูกตั้งคำถาม ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลก็ถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน

ธนาคารกลางเปลี่ยนมาอยู่ใต้เงาการเมือง?

ความกังวลอีกด้านคือ ความเป็นอิสระของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางอินโดนีเซีย รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านการแก้ไขกฎหมายภาคการเงิน ซึ่งให้อำนาจรัฐสภาเพิ่มขึ้นในการประเมินผลการดำเนินงานของธนาคารอินโดนีเซียและหน่วยงานกำกับทางการเงิน พร้อมสามารถออกข้อเสนอแนะที่มีผลผูกพันได้ 

ในด้านหนึ่ง รัฐบาลอาจมองว่า นี่คือการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนไม่น้อยกังวลว่า นี่คือ “การกัดเซาะความเป็นอิสระของสถาบัน” เพราะหากผลการประเมินถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือใช้เป็นเงื่อนไขในการกดดันให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายที่ถูกใจรัฐบาล เช่น การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ทั้งที่เงินเฟ้ออาจจะสูง อาจทำให้ธนาคารกลางสูญเสียความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพค่าเงิน

ภีมา ยูดิษฐิรา อธิเนการา ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความท้าทายต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และเปิดทางให้นักการเมืองสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระได้

“ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคือ กลไกการถอดถอนคณะผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งอาจแฝงไปด้วยเจตนาทางการเมืองอย่างเข้มข้น” ภีมากล่าว

การจากไปของรัฐมนตรีคลังมือทอง

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญในสายตานักลงทุนคือ การพ้นตำแหน่งของ “ศรี มุลยานี อินทราวาตี” อดีตรัฐมนตรีคลังที่ได้รับความเชื่อถือสูงจากตลาด

ก่อนหน้านั้น ศรี มุลยานี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “รัฐมนตรีคลังมือทอง” ที่รักษาเสถียรภาพการคลังมาอย่างยาวนาน พยายาม “คัดค้าน” การผลักดันนโยบายอาหารกลางวันฟรีนี้อย่างสุดกำลัง เนื่องจากเธอเห็นว่า โครงการประชานิยมนี้ใช้เงินมหาศาลเกินงบประมาณ และจะทำให้วินัยทางการคลังของประเทศพังทลาย

ปราโบโวต้องการเร่งดำเนินโครงการเพื่อสร้างผลงานทางการเมือง แต่ศรี มุลยานียืนกรานที่จะคงเพดานขาดดุลการคลังไว้ที่ 3% ตามกฎหมาย ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงภายในคณะรัฐมนตรี และเมื่อเธอพ้นจากตำแหน่งในที่สุด นักลงทุนจำนวนมากจึงรู้สึกว่า “สมอ” ที่เคยช่วยยึดความเชื่อมั่นด้านการคลังของอินโดนีเซียได้หายไปแล้ว

มีนักวิเคราะห์เตือนว่า การจากไปของเธอ ก่อความเสี่ยงด้านการไหลออกของเงินทุน โดยโมฮิต เมียร์ปูรี หุ้นส่วนอาวุโสของ SGMC Capital Pte กล่าวว่า “การจากไปของมุลยานี แม้จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายหลังความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา แต่ถือเป็น ‘จุดสิ้นสุด’ ของยุคแห่งความน่าเชื่อถือทางการคลังของอินโดนีเซีย”

แม้รัฐมนตรีคลังคนใหม่และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะพยายามยืนยันว่า ฐานะการคลังของประเทศยังแข็งแกร่ง สภาพคล่องเพียงพอ และเศรษฐกิจยังมีแรงกระตุ้น แต่ตลาดกลับไม่มั่นใจ เพราะในภาวะที่รัฐบาลเดินหน้านโยบายขนาดใหญ่หลายด้านพร้อมกัน นักลงทุนต้องการเห็นหลักฐานชัดเจนมากกว่าคำยืนยัน

เจสัน ทูวีย์ รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่ของ Capital Economics กล่าวว่า แรงเทขายสินทรัพย์อินโดนีเซียมหาศาลสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังกังวลทิศทางการกำหนดนโยบายของอินโดนีเซีย

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประท้วงครั้งใหญ่ของมวลชนสนับสนุนปราโบโวในช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งนำไปสู่การปลดศรี มุลยานี รัฐมนตรีคลังที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นรัฐบาลก็หันมาใช้นโยบายที่มีลักษณะประชานิยมและแทรกแซงกลไกตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ” เขากล่าว


อ้างอิง: businessnikkeibloombergapnewsreuters