ตลาดน้ำมันดิบยังคงผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (5 – 11 มิ.ย. 69)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในเลบานอนยังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงและประกาศเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารจนกว่าอิสราเอลจะถอนกำลังออกจากเลบานอนทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านอุปทานมีแนวโน้มลดลงบางส่วน จากการที่อิรักเร่งเพิ่มการส่งออกน้ำมันผ่านท่อ Kirkuk-Ceyhan และทยอยฟื้นฟูกำลังการผลิตจากแหล่งน้ำมันสำคัญของประเทศ ขณะที่ OPEC ยังคงมุมมองเชิงบวกต่ออุปสงค์น้ำมันโลกใน ปี 2569 และย้ำความจำเป็นของการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดยังติดตามความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังจากมีข้อเสนอจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อหลายประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ อ้างเหตุผลเรื่องความล้มเหลวในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้พลังงานในระยะข้างหน้า
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• ตลาดจับตาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน หลังจากนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่ายังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าการเจรจาหยุดยิงอยู่ในขั้นสุดท้าย
ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง ให้จำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ทั้งนี้ ญัตติดังกล่าวยังต้องได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ต่อไป แม้มติดังกล่าวจะไม่ได้ส่งผลให้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ยุติลงโดยตรง
แต่สะท้อนถึงกระแสความไม่เห็นด้วยต่อความขัดแย้งดังกล่าวในประชาชนชาวอเมริกัน รวมถึงความกังวลของสมาชิกพรรครีพับลิกันต่อผลกระทบทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในอนาคต
• สถานการณ์ความขัดแย้งในเลบานอนยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในเลบานอน ได้ปฎิเสธที่จะยอมรับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยมีเงื่อนไขว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะต้องยุติการโจมตีอิสราเอล และอพยพทหารของตนออกจากพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำ Litani ใกล้ชายแดนอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าอิสราเอลจะถอนกำลังออกจากเลบานอนทั้งหมด ขณะที่ผู้แทนจากรัฐบาลอิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดกลับมาเจรจาด้านการเมืองและความมั่นคงอีกครั้งในวันที่ 22 มิ.ย. 69 เพื่อมุ่งสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมในระยะต่อไป
• นายไฮธาม อัล-กาอิส เลขาธิการกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก (OPEC) เปิดเผยว่า แม้จะมีความกังวลจากหลายฝ่ายว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกกำลังชะลอตัวลง แต่ทางกลุ่มโอเปกยังคงคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 106.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันไม่ควรได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระยะสั้นหรือความผันผวนเฉพาะหน้าในภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมพลังงานจำเป็นต้องมีการลงทุนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
• รัฐบาลกลางอิรักได้อนุมัติแผนเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่อ Kirkuk-Ceyhan จากระดับปัจจุบัน 220,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 770,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในระยะเวลาสองเดือนครึ่ง ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 500,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อลดผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกน้ำมันจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ กำลังการผลิตน้ำมันดิบของอิรักได้ปรับเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับ 1.5-1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับต่ำสุดที่ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงกลางเดือน พ.ค. 69 หลังจากแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญทางตอนใต้ของประเทศทยอยกลับมาดำเนินการ เช่น WestQurna 1 (550 KBD), Majnoon (245 KBD) และ Al-Fakkah (50 KBD) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในช่วงฤดูร้อน ก่อนทยอยฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันดิบในระยะถัดไป
• ตลาดติดตามมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลังจากรัฐบาลเสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10.0-12.5% ต่อคู่ค้ารวม 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศดังกล่าวล้มเหลวในการควบคุมการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับแม้มาตรการนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์
แต่การนำเอาประเด็นแรงงานบังคับขึ้นมาใช้ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 ถูกมองว่าเป็นความพยายามในการสร้างช่องทางกฎหมายใหม่ เพื่อผลักดันนโยบายกีดกันทางการค้าและหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดุลการค้า ปริมาณการนำเข้าและส่งออก เดือน เม.ย. 69 ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน พ.ค. 69
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหภาพยุโรป ได้แก่ มติอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป เดือน มิ.ย. 69 การประชุมสภาเศรษฐกิจและการเงินแห่งสหภาพยุโรป และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดุลการค้า ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ เดือน พ.ค. 69
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.47 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 92.47 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 2.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 95.17 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากตลาดกลับมามีมุมมองเชิงบวกต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอีกครั้ง
โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านเผยว่ากำลังหารือเกี่ยวกับ “ร่างสุดท้าย” ของบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติสงครามกับสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีการส่งคำตอบอย่างเป็นทางการ โดยตลาดคาดว่าประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นต่างกันคือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดมากขึ้น โดยอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธไปยังคูเวตและบาห์เรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบราย ขณะที่กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ได้ตอบโต้อิหร่านด้วยการโจมตีไปที่เกาะเกชม์ (Qeshm) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยมุ่งเป้าไปที่สถานีควบคุมภาคพื้นดินทางทหาร
นอกจากนี้ อิสราเอลยังคงเดินหน้าขยายปฏิบัติการทางทหารลึกเข้าไปในเลบานอนมากที่สุดในรอบ 25 ปี เนื่องจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มเปิดฉากยิงสนับสนุนอิหร่านตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากการที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่า บริษัทพลังงานของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการเบิกถอนน้ำมันดิบจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 ติดต่อกัน
ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบคงเหลือในคลังสำรองลดลงมาอยู่ที่ระดับ 357.1 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 68 อีกทั้งยังได้เตือนว่า ปริมาณคลังน้ำมันสำรองทั่วโลกอาจลดลงสู่ระดับวิกฤติก่อนเข้าสู่ช่วงความต้องการใช้น้ำมันที่ปรับเพิ่มมากขึ้นในฤดูร้อน หากการเบิกใช้น้ำมันออกจากคลังสำรองยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน
ภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

