‘แร่หายาก’ กำลังกลายเป็นอาวุธต่อรองที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก เมื่อจีนเริ่ม ‘ปิดก๊อก’ การส่งออกแร่หายากไปยังญี่ปุ่น จนยอดส่งออกหายไปเกือบทั้งหมด เสี่ยงทำให้สายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอาจสะดุดลง
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า การส่งออกแร่หายากของจีนไปยังญี่ปุ่น “ดิ่งหนักกว่า 80%” ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน หลังปักกิ่งเดินหน้าคุมเข้มการส่งออกวัตถุดิบยุทธศาสตร์ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น จนบริษัทต่าง ๆ ต้องเร่งหาทางหนีความเสี่ยงด้วยการมองหาแหล่งจัดหาจากออสเตรเลียและอินเดียแทน
ข้อมูลจากการวิเคราะห์สถิติการค้าของสำนักงานศุลกากรจีนโดยนิกเกอิพบว่า การส่งออกแร่หายาก 7 ชนิดที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดใหม่ของจีน เช่น ดิสโพรเซียม และเทอร์เบียม ลดลง 34% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมและเมษายนที่การส่งออกลดลงถึง 88% และ 82% ตามลำดับ
นับตั้งแต่เดือนมกราคม รัฐบาลจีนได้เพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากดังกล่าว โดยอ้างอิงกฎระเบียบเกี่ยวกับสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและทางทหาร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า เป็นการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของวิกฤตการณ์ไต้หวันเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ “จีน” ถือเป็นผู้เล่นสำคัญที่สุดในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลก โดยครองสัดส่วนการผลิต “ประมาณ 70%” ของโลก และมีอำนาจเหนือกระบวนการแปรรูปและสกัดแร่ “สูงถึง 90%” ทำให้การจำกัดการส่งออกของจีนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่เหล็กสมรรถนะสูงสำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า การส่งออกจากจีนไปญี่ปุ่นลดลง “จนเหลือศูนย์” ตั้งแต่เดือนมกราคม
ขณะที่อิตเทรียม ซึ่งใช้ในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้เลเซอร์ เครื่องจักรผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ มียอดส่งออกลดลง “มากกว่า 90%”
ไม่เพียงแต่ตัวแร่เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ การส่งออกแม่เหล็กที่ใช้แร่หายากภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวก็เผชิญอุปสรรคเช่นกัน โดยผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นรายหนึ่งเปิดเผยว่า แทบไม่มีการอนุมัติใบอนุญาตส่งออกสำหรับแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงที่มีส่วนผสมของดิสโพรเซียม
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มเร่งปรับกลยุทธ์ด้านห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดย JX Advanced Metals ได้เข้าลงทุนในแหล่งแร่ของออสเตรเลีย ซึ่งมีศักยภาพสำรองแร่หายากจำนวนมาก ขณะที่ Proterial กำลังพิจารณาสร้างโรงงานผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียมที่ไม่ต้องใช้แร่หายากบางชนิด
ปัจจุบัน “ออสเตรเลีย” เป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ส่วน “อินเดีย” อยู่อันดับ 6 ทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากจีน
อีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือการรีไซเคิลแร่หายาก โดยล่าสุด Mitsubishi Materials ได้ตัดสินใจลงทุนในบริษัทสหรัฐที่มีเทคโนโลยีรีไซเคิลแร่หายาก เพื่อเพิ่มแหล่งวัตถุดิบในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การหาทางเลือกทดแทนจีนยังไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้บริหารของผู้ผลิตญี่ปุ่นรายใหญ่รายหนึ่งแสดงความกังวลว่า หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป โรงงานในญี่ปุ่นอาจต้องหยุดสายการผลิต เนื่องจากไม่สามารถจัดหาแร่หายากที่จำเป็นได้เพียงพอ
อ้างอิง: nikkei


