OPEC+ ไฟเขียวเพิ่มกำลังผลิตครั้งที่ 4
แม้ ‘แคบฮอร์มุซ’ ยังปิดตาย หลังเกิดสงครามอิหร่าน-สหรัฐ กูรูเตือน ทิศทางน้ำมันโลกอาจพลิกผัน! จากขาดแคลนสู่ ‘ล้นตลาด’ หากช่องแคบฮอร์มุซเปิด
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ OPEC+ บรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 เดือน แม้ว่าในความเป็นจริงประเทศสมาชิกหลายรายจะยังไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เนื่องจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
แถลงการณ์จากกลุ่มโอเปก โดยสมาชิกแกนนำ 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อิรัก, คูเวต, แอลจีเรีย, คาซัคสถาน และโอมาน ได้มีมติให้ ปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป หลังจากที่ได้ปรับเพิ่มโควตาการผลิตไปก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนเม.ย.ถึงมิ.ย.ไปแล้วเกือบ 600,000 บาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอย่างเป็นทางการของโอเปกชี้ว่า การผลิตจริงกลับลดลงอย่างน่าใจหาย เนื่องจากการส่งออกของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก โดยในเดือนเม.ย. ยอดผลิตเฉลี่ยของกลุ่มดิ่งลงมาอยู่ที่ 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากเดือนก.พ.ที่เคยผลิตได้ถึง 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เพิ่มเป้าหมายแต่ไร้ความหมาย?
ฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยพลังงาน Rystad และอดีตเจ้าหน้าที่โอเปก ให้ความเห็นต่อสถานการณ์นี้ว่า “การประกาศเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ จะแทบไม่มีความหมายอะไรเลย ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่”
พร้อมเตือนว่า “ทันทีที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง ทิศทางตลาดอาจพลิกผันอย่างรวดเร็ว จากความกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลน ไปสู่ภาวะน้ำมันล้นตลาดแทน”
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า การเพิ่มกำลังการผลิตของ 7 ประเทศแกนนำในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการทยอยยกเลิกข้อตกลงเดิมในปี 2023 ที่เคยสั่งลดการผลิตลงรวม 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ทั้ง 7 ประเทศจะต้องทยอยนำกำลังการผลิตกลับคืนสู่ระบบราว 567,000 บาร์เรลต่อวัน โดยไม่รวม UAE
ดังนั้น หาก OPEC+ ยังคงเดินหน้าเพิ่มการผลิตในอัตรา 188,000 บาร์เรลต่อวันต่อไปในเดือนสิงหาคมและกันยายน มาตรการลดกำลังการผลิตทั้งหมดจะถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันล่าสุด
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาคุครุกรุ่นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 3% ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากเกิดการโจมตีโต้ตอบกันอย่างดุเดือดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งสร้างความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางอาจล้มเหลว และอาจนำไปสู่การขยายวงของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
- น้ำมันดิบ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.18% ปิดที่ราคา 96.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- น้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.46% ปิดที่ราคา 93.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อ้างอิง CNBC


