แม้รัฐบาลกัมพูชาโชว์ว่า ปราบศูนย์สแกมได้กว่า 250 แห่งทั่วประเทศ แต่รายงานล่าสุดของ Amnesty เผยข้อเท็จจริงที่ ‘ตรงกันข้าม’ เมื่อจำนวนศูนย์สแกมกลับ ‘พุ่งขึ้นแทน’ จาก 53 เป็น 86 แห่งในรอบ 1 ปี
แม้รัฐบาลกัมพูชา จะเปิดปฏิบัติการกวาดล้าง “อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์” ทั่วประเทศมาตั้งแต่กลางปี 2568 พร้อมประกาศลั่นว่า ปัญหาจะถูกแก้ไขอย่างเด็ดขาดภายในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่รายงานฉบับใหม่ขององค์กรสิทธิมนุษยชน “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” (Amnesty International) กลับชี้ให้เห็น “ทิศทางตรงกันข้าม” ว่า เครือข่ายดังกล่าวกลับขยายตัวพุ่งขึ้นแทน มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและแนบเนียนขึ้นกว่าเดิม
รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า ณ เดือนเมษายน 2569 แอมเนสตี้ สามารถระบุที่ตั้งของ ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ได้อย่างน้อย 86 แห่งทั่วกัมพูชา ซึ่ง “เพิ่มขึ้น” จาก 53 แห่งในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่พบหลักฐานการเข้าดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐเพียง 24 แห่งเท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าว “สวนทาง” กับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ปราบศูนย์หลอกลวงมากกว่า 250 แห่งทั่วประเทศ และสามารถลดกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ นายฉาย สินะฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า กิจกรรมสแกมออนไลน์ในประเทศลดลงแล้วราว 50% และปัญหาน่าจะได้รับการแก้ไขภายในเดือนเมษายน ขณะที่เจ้าหน้าที่กัมพูชายังรายงานการจับกุม ดำเนินคดี และส่งตัวผู้เกี่ยวข้องกลับประเทศหลายพันรายในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวยังคง “ล้มเหลว” ในหลายด้าน ทั้งการสืบสวนเครือข่ายสำคัญ การปิดศูนย์สแกมขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหายที่สามารถหลบหนีออกมาได้
ทั้งนี้ กัมพูชา เมียนมา และลาว กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเครือข่ายเหล่านี้สร้างรายได้ “หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี” ผ่านการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ขณะเดียวกันมีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานภายในศูนย์ดังกล่าว
จูเลีย ดิกสัน นักวิจัยจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) มองว่า ปฏิบัติการกวาดล้างหลายครั้ง อาจเป็นเพียง “การเน้นสร้างภาพลักษณ์” โดยผู้มีบทบาทสำคัญในเครือข่าย “ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า” ก่อนการเข้าตรวจค้น ทำให้สามารถหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายกิจกรรมไปยังพื้นที่อื่นได้ทันเวลา
เธอระบุว่า แนวโน้มที่พบในช่วงหลังคือ การย้ายจากศูนย์ขนาดใหญ่ตามพื้นที่ชายแดน ไปสู่ศูนย์ขนาดเล็กในเขตเมืองหรือพื้นที่พักอาศัย ซึ่งตรวจจับได้ยากกว่าเดิม
รายงานยังชี้ว่า แม้จะมีผู้คนหลายพันคนได้รับการช่วยเหลือหรือหลบหนีออกจากศูนย์หลอกลวงได้ในช่วงการปราบปราม แต่หลายคนกลับถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำผิดด้านตรวจคนเข้าเมือง มากกว่าจะได้รับการคุ้มครองในฐานะเหยื่อของการค้ามนุษย์
ผู้รอดชีวิตจำนวนมากต้องพึ่งพาองค์กรการกุศล ชาวบ้านในพื้นที่ หรือสถานทูตต่างประเทศ เพื่อขออาหาร ที่พัก และความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ
ด้านสเตฟานี บารูด์ นักวิเคราะห์ข่าวกรองอาชญากรรมจากหน่วยต่อต้านการค้ามนุษย์และลักลอบขนผู้อพยพขององค์การตำรวจสากล กล่าวว่า มีสัญญาณชัดเจนว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชากำลังแตกตัวเป็นเครือข่ายขนาดเล็กมากขึ้น รวมถึงขยายเข้าไปอยู่ในพื้นที่พักอาศัย
“การปราบปรามครั้งนี้ดูเหมือนจะยังไม่สามารถยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ ศูนย์หลอกลวงยังคงมีอยู่และกำลังปรากฏขึ้นในพื้นที่ใหม่ ๆ” เธอกล่าว
เธอเตือนว่า การปิดศูนย์หลอกลวงเพียงแห่งเดียว ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างเครือข่ายเบื้องหลังจะถูกทำลายลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่เหยื่อซึ่งได้รับการช่วยเหลือแล้ว จะตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ซ้ำอีกครั้งภายหลังการปราบปราม
อ้างอิง: bloomberg

