วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

กัมพูชาปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘ล้มเหลว’ แอมเนสตี้เผย ศูนย์สแกมพุ่งจาก 53 เป็น 86 แห่งแทน

กัมพูชาปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘ล้มเหลว’ แอมเนสตี้เผย ศูนย์สแกมพุ่งจาก 53 เป็น 86 แห่งแทน

แม้รัฐบาลกัมพูชาโชว์ว่า ปราบศูนย์สแกมได้กว่า 250 แห่งทั่วประเทศ แต่รายงานล่าสุดของ Amnesty เผยข้อเท็จจริงที่ ‘ตรงกันข้าม’ เมื่อจำนวนศูนย์สแกมกลับ ‘พุ่งขึ้นแทน’ จาก 53 เป็น 86 แห่งในรอบ 1 ปี

แม้รัฐบาลกัมพูชา จะเปิดปฏิบัติการกวาดล้าง “อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์” ทั่วประเทศมาตั้งแต่กลางปี 2568 พร้อมประกาศลั่นว่า ปัญหาจะถูกแก้ไขอย่างเด็ดขาดภายในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่รายงานฉบับใหม่ขององค์กรสิทธิมนุษยชน “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” (Amnesty International) กลับชี้ให้เห็น “ทิศทางตรงกันข้าม” ว่า เครือข่ายดังกล่าวกลับขยายตัวพุ่งขึ้นแทน มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและแนบเนียนขึ้นกว่าเดิม

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า ณ เดือนเมษายน 2569 แอมเนสตี้ สามารถระบุที่ตั้งของ ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ได้อย่างน้อย 86 แห่งทั่วกัมพูชา ซึ่ง “เพิ่มขึ้น” จาก 53 แห่งในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่พบหลักฐานการเข้าดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐเพียง 24 แห่งเท่านั้น

ตัวเลขดังกล่าว “สวนทาง” กับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ปราบศูนย์หลอกลวงมากกว่า 250 แห่งทั่วประเทศ และสามารถลดกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ นายฉาย สินะฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า กิจกรรมสแกมออนไลน์ในประเทศลดลงแล้วราว 50% และปัญหาน่าจะได้รับการแก้ไขภายในเดือนเมษายน ขณะที่เจ้าหน้าที่กัมพูชายังรายงานการจับกุม ดำเนินคดี และส่งตัวผู้เกี่ยวข้องกลับประเทศหลายพันรายในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวยังคง “ล้มเหลว” ในหลายด้าน ทั้งการสืบสวนเครือข่ายสำคัญ การปิดศูนย์สแกมขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหายที่สามารถหลบหนีออกมาได้

ทั้งนี้ กัมพูชา เมียนมา และลาว กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเครือข่ายเหล่านี้สร้างรายได้ “หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี” ผ่านการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ขณะเดียวกันมีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานภายในศูนย์ดังกล่าว

จูเลีย ดิกสัน นักวิจัยจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) มองว่า ปฏิบัติการกวาดล้างหลายครั้ง อาจเป็นเพียง “การเน้นสร้างภาพลักษณ์” โดยผู้มีบทบาทสำคัญในเครือข่าย “ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า” ก่อนการเข้าตรวจค้น ทำให้สามารถหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายกิจกรรมไปยังพื้นที่อื่นได้ทันเวลา

เธอระบุว่า แนวโน้มที่พบในช่วงหลังคือ การย้ายจากศูนย์ขนาดใหญ่ตามพื้นที่ชายแดน ไปสู่ศูนย์ขนาดเล็กในเขตเมืองหรือพื้นที่พักอาศัย ซึ่งตรวจจับได้ยากกว่าเดิม

รายงานยังชี้ว่า แม้จะมีผู้คนหลายพันคนได้รับการช่วยเหลือหรือหลบหนีออกจากศูนย์หลอกลวงได้ในช่วงการปราบปราม แต่หลายคนกลับถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำผิดด้านตรวจคนเข้าเมือง มากกว่าจะได้รับการคุ้มครองในฐานะเหยื่อของการค้ามนุษย์

ผู้รอดชีวิตจำนวนมากต้องพึ่งพาองค์กรการกุศล ชาวบ้านในพื้นที่ หรือสถานทูตต่างประเทศ เพื่อขออาหาร ที่พัก และความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ

ด้านสเตฟานี บารูด์ นักวิเคราะห์ข่าวกรองอาชญากรรมจากหน่วยต่อต้านการค้ามนุษย์และลักลอบขนผู้อพยพขององค์การตำรวจสากล กล่าวว่า มีสัญญาณชัดเจนว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชากำลังแตกตัวเป็นเครือข่ายขนาดเล็กมากขึ้น รวมถึงขยายเข้าไปอยู่ในพื้นที่พักอาศัย

“การปราบปรามครั้งนี้ดูเหมือนจะยังไม่สามารถยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ ศูนย์หลอกลวงยังคงมีอยู่และกำลังปรากฏขึ้นในพื้นที่ใหม่ ๆ” เธอกล่าว

เธอเตือนว่า การปิดศูนย์หลอกลวงเพียงแห่งเดียว ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างเครือข่ายเบื้องหลังจะถูกทำลายลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่เหยื่อซึ่งได้รับการช่วยเหลือแล้ว จะตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ซ้ำอีกครั้งภายหลังการปราบปราม
 

อ้างอิง: bloomberg