วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

ถอดรหัส SK Hynix ทำไมถึงกลายเป็น ‘ม้ามืด’ แห่งวงการชิป ?

ถอดรหัส SK Hynix ทำไมถึงกลายเป็น ‘ม้ามืด’ แห่งวงการชิป ?

ทำไม SK hynix คือม้ามืดวงการ ‘ชิป’ ? จากขาดทุนยับเยิน สู่ราคาหุ้นพุ่งกว่า 200% ดันมูลค่าบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ชิปจากบริษัทนี้มีความพิเศษกว่า ‘ซัมซุง’ ยังไง

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเปลี่ยนโลก ภาพจำที่เราคุ้นเคยในวงการธุรกิจคือ "ผู้ผลิตต้องวิ่งเข้าหาลูกค้า"

แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ในอุตสาหกรรมชิปกลับตาลปัตร บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Alphabet, Meta และ Microsoft กำลังวิ่งเข้าหาผู้ผลิตชิปพร้อมยื่นข้อเสนอทางการเงินในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

บริษัทที่กำลังถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกรุมจีบ คือ "SK Hynix" (เอสเค ไฮนิกซ์)  ทำไมบริษัทที่คนทั่วไปอาจไม่ค่อยคุ้นชื่อ ถึงก้าวขึ้นมาเป็นม้ามืดที่ทรงอิทธิพลที่สุดบริษัทหนึ่งในโลก?

ชิป HBM อาวุธลับ SK Hynix

ก่อนจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของ SK Hynix เราต้องรู้จักอาวุธหลักของพวกเขาก่อน นั่นคือชิปที่เรียกว่า HBM (High-Bandwidth Memory) หรือชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง

โดยปกติ ชิปหน่วยความจำทั่วไปที่เรียดดว่า DRAM ที่เราใช้ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป เปรียบเสมือน "ถนน 2 เลน" ที่ส่งข้อมูลได้ในปริมาณจำกัด 

แต่สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ที่ต้องประมวลผลข้อมูลมหาศาลในเสี้ยววินาที ถนน 2 เลนนั้นทำให้รถติดและกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งเรเน ฮาส (Rene Haas) ซีอีโอของบริษัท Arm ถึงกับระบุว่า ชิปหน่วยความจำคือ "คอขวด" ที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนา AI โลก

เทคโนโลยี HBM จึงถูกพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคนิคการนำชิปมา "ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ"  เปลี่ยนถนน 2 เลนให้กลายเป็น "ซูเปอร์ไฮเวย์ความเร็วสูง" เพื่อส่งข้อมูลเข้าสู่หน่วยประมวลผลของ AI ได้อย่างรวดเร็ว และนี่คือชิ้นส่วนสำคัญที่ Nvidia ต้องนำไปประกอบรวมเข้ากับชิป GPU ของตนเองเพื่อขายให้กับลูกค้า

หลายคนอาจคิดว่า "ซัมซุง (Samsung Electronics)" คือราชาแห่งวงการชิป 

แต่ในสมรภูมิ HBM นั้น ม้ามืดอย่าง SK Hynix คือเบอร์หนึ่งตัวจริง โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่าในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว SK Hynix ครองส่วนแบ่งตลาดโลกไปถึง 57% ทิ้งห่างอดีตแชมป์อย่างซัมซุงที่มีส่วนแบ่งเพียง 22% อย่างขาดลอย

จุดเริ่มต้นของ SK Hynix ที่ไม่มีใครเห็นด้วย

ความสำเร็จของ SK Hynix ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เต็มไปด้วยจุดหักมุม ย้อนกลับไปในอดีต อุตสาหกรรมชิปมีธรรมชาติเป็น "วัฏจักรขึ้นสุดลงสุด" ที่เวลาดีก็กำไรมหาศาล แต่เวลาแย่ก็ขาดทุนย่อยยับจนทำให้กลุ่มธุรกิจ SK Group เคยยอมแพ้และถอนตัวออกจากวงการนี้ไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980

แต่ในปี 2012 “ชเว แทวอน” (Chey Tae-won) ประธานกลุ่ม SK Group ตัดสินใจนำเสนอให้บริษัทเข้าซื้อกิจการ Hynix Semiconductor ซึ่งในขณะนั้นเป็นบริษัทที่ "ขาดทุน" การตัดสินใจนี้ถูกบอร์ดบริหารเกือบทุกคน "คัดค้าน" อย่างหนัก แต่คุณชเวยืนกรานที่จะผลักดันและรับผิดชอบการพลิกฟื้นธุรกิจนี้ด้วยตัวเอง

หลังควบรวมกิจการ SK Hynix สามารถสร้างชิป HBM ตัวแรกของโลกได้สำเร็จในปี 2013 แต่เรื่องตลกร้ายคือในตอนนั้น "เทคโนโลยีนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะนำไปใช้ทำอะไร" เพราะยุคของ AI ยังไม่เริ่มต้นขึ้น 

ทว่าชเวกลับมองการณ์ไกล เขาเลือกที่จะเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี

2 สิ่งที่ทำให้ SK Hynix ไม่เหมือนใคร 

 จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ SK Hynix หนีพ้นจากวัฏจักรนรกของวงการชิป มาจากคำแนะนำของคุณมอร์ริส จาง (Morris Chang) ผู้ก่อตั้งบริษัท TSMC ที่เคยบอกคุณชเวว่า "ในช่วงที่ตลาดซบเซา จงสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้าให้มากขึ้น"

คำแนะนำนี้ทำให้ SK Hynix เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ แทนที่จะผลิตชิปให้เป็นแค่ "สินค้าโภคภัณฑ์" (Commodity) ที่ผลิตมาเหมือนๆ กันและต้องแข่งกันลดราคา พวกเขาเปลี่ยน HBM ให้กลายเป็น "สินค้าสั่งทำพิเศษ" (Custom product) ที่ปรับแต่งให้เข้ากับชิปของลูกค้าแต่ละรายอย่างแนบเนียน

ความแนบแน่นของบรรดาซีอีโอในอุตสาหกรรมนี้สะท้อนผ่านภาพจำเมื่อเดือนก.พ.

ถอดรหัส SK Hynix ทำไมถึงกลายเป็น ‘ม้ามืด’ แห่งวงการชิป ?

ที่ผ่านมา  

ชเว แทวอน และเจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ได้ควงลูกสาวไปร่วมโต๊ะทาน "ไก่ทอดเกาหลี" ใกล้สำนักงานใหญ่ของ Nvidia ในซิลิคอนแวลลีย์ เพื่อตอกย้ำความเป็นพันธมิตรที่ลึกซึ้งในการพัฒนา AI

นอกจากนี้ SK Hynix ยังดึง TSMC เข้ามาร่วมเป็น "พันธมิตรสามเหลี่ยม" ทางเทคโนโลยีในปี 2024 เพื่อนำเทคโนโลยีซับสเตรตมาช่วยเสริมความได้เปรียบในการผลิตอีกด้วย

ทะยานสู่บริษัท 1 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อยุคทองของ Generative AI มาถึงในปี 2022 การอดทนลงทุนมา 10 ปีก็ผลิดอกออกผลอย่างรุนแรง ตัวเลขทางการเงินคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด

ราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 215% ดันมูลค่าบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นเป็น 1 ใน 3 บริษัทเอเชียที่ก้าวเข้าสู่คลับนี้ได้ (ร่วมกับ TSMC และ Samsung)

รวมทั้งในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า แตะระดับ 40.35 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 2.67 หมื่นล้านดอลลาร์ และบริษัทสามารถทำอัตรากำไรจากการดำเนินงานได้สูงถึง 72% ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลมากในอุตสาหกรรมการผลิต

 ความสำเร็จนี้ยังทำให้ SK Hynix โค่นแชมป์เก่าอย่าง Samsung และก้าวขึ้นเป็นบริษัทอันดับ 1 ที่นักศึกษาจบใหม่ชาวเกาหลีใต้อยากเข้าทำงานด้วยมากที่สุด จากผลสำรวจในปี 2025 อีกด้วย

‘ความเสี่ยง’ ที่ตลาดต้องจับตา

แม้ชเว แทวอน จะประเมินว่าภาวะชิปขาดแคลนอาจลากยาวไปจนถึงปี 2030 และบริษัทเตรียมทุ่มงบถึง 103 ล้านล้านวอนในช่วงปี 2024-2028 เพื่อขยายการผลิต แต่ความร้อนแรงนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง

นั่นคือ "ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว"  ข้อมูลในเดือนพ.ค.ระบุว่า แค่มูลค่าหุ้นของ Samsung และ SK Hynix รวมกัน ก็กินสัดส่วนสูงถึง 42.2% ของดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ทั้งหมด

ทิม โม (Tim Moe) นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และคุณมิกโซ ดาส  จาก JPMorgan เตือนว่า การกระจุกตัวเช่นนี้ทำให้ตลาดพึ่งพากระแส AI ของโลกมากเกินไป หากเกิดปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานการผลิต เช่น ขาดแคลนสารเคมีเฉพาะทาง ก๊าซ ฟิล์มไวแสง ทำให้สายการผลิตจะหยุดชะงักทันที 

ยิ่งกว่านั้น หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างเกาหลีใต้และไต้หวันก็จะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนโดยตรง