วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

IATA เตือนสายการบินจ่อล้ม-ควบรวม จากวิกฤติน้ำมัน-ค่าตั๋วพุ่ง

IATA เตือนสายการบินจ่อล้ม-ควบรวม จากวิกฤติน้ำมัน-ค่าตั๋วพุ่ง

วิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เตือนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลพวงของสงครามตะวันออกกลาง กำลังผลักดันให้สายการบินจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะล้มละลาย และจะเร่งให้เกิดการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมการบินทั้งในปีนี้และปีหน้า ในขณะเดียวกัน ผู้โดยสารยังต้องเผชิญกับราคาค่าตั๋วโดยสารที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าจะลดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้

สายการบินทั่วโลกกำลังดิ้นรนรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานขาดแคลน และกระทบต่อเส้นทางการบินหลัก บีบให้สายการบินต้องบินอ้อมซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนอย่างมหาศาล วอลช์ระบุว่า สายการบินต่างๆ จะต้องพยายามรักษากำไรด้วยการยกเลิกเส้นทางบินที่ขาดทุน ขณะที่ค่าโดยสารซึ่งพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่เกิดสงครามกับอิหร่าน ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับลดลงในเร็วๆ นี้

สายการบินต้นทุนต่ำถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากไม่มีแหล่งรายได้ที่ให้ผลกำไรสูง เช่น ที่นั่งชั้นพรีเมียม กลุ่มผู้โดยสารกำลังซื้อสูง และโปรแกรมสะสมไมล์ผ่านบัตรเครดิต วิกฤตินี้เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนแล้วจากการประกาศล้มละลายของ สปิริต แอร์ไลน์ส (Spirit Airlines) สายการบินต้นทุนต่ำของสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งผู้อำนวยการ IATA ยืนยันว่า สปิริต แอร์ไลน์ส จะไม่ใช่รายสุดท้าย

"ผมคิดว่าจะมีสายการบินอีกหลายแห่งที่พบว่าราคาน้ำมันที่สูงลิ่วนี้เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะรับมือได้" วอลช์ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ในการประชุมประจำปีของ IATA ที่เมืองรีโอเดจาเนโร พร้อมคาดการณ์ว่าจะมีสายการบินต้องปิดกิจการ และบางส่วนจะถูกเทกโอเวอร์โดยสายการบินที่ใหญ่กว่า

อย่างไรก็ดี วอลช์ประเมินว่าแรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงจุดจบของสายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งยังคงเติบโตได้ดีในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากสหรัฐ ปัจจุบันถูกครอบงำโดย 3 ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส (United Airlines), เดลตา แอร์ไลน์ส (Delta Air Lines) และอเมริกัน แอร์ไลน์ส (American Airlines) ที่กำลังบีบสายการบินต้นทุนต่ำออกจากตลาด "ผมไม่คิดว่าโมเดลโลว์คอสต์จะพังทลาย กลับกันมันกำลังไปได้สวยด้วยซ้ำ" เขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ ไรอันแอร์ (Ryanair) ในยุโรป

สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องข้อเสนอควบรวมกิจการที่ สก็อตต์ เคอร์บี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ต้องการเข้าซื้อกิจการคู่แข่งสำคัญอย่างอเมริกัน แอร์ไลน์ส เพื่อสร้างอาณาจักรการบินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ วอลช์ประเมินว่าดีลดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง แม้เคอร์บีจะเคยนำแนวคิดนี้ไปหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ตาม "ผมคิดว่าอุปสรรคด้านกฎระเบียบจะสูงมาก ไม่แน่ใจว่านั่นคือความพยายามที่จะควบรวมกิจการจริงๆ หรือเคอร์บีแค่พยายามสร้างกระแสข่าวเท่านั้น" 

ความขัดแย้งกับอิหร่านได้กระทบการจราจรทางอากาศผ่านฮับสำคัญอย่างดูไบ โดฮา และอาบูดาบี สร้างความท้าทายอย่างหนักต่อกลุ่มสายการบินในอ่าวอาหรับ ทว่าวอลช์เชื่อมั่นว่าสงครามจะไม่สร้างความเสียหายถาวรต่อภูมิภาคนี้ในฐานะศูนย์กลางการบิน เนื่องจากความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์และศักยภาพของสายการบินกลุ่มนี้ ครองสัดส่วนถึง 14% ของเที่ยวบินทั่วโลก "เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ผมคาดว่าสายการบินในอ่าวอาหรับจะกลับมาทวงคืนตำแหน่งสำคัญในตลาดได้อีกครั้ง"

อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมอุตสาหกรรมคือ ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบินจากทั้งโบอิ้ง (Boeing) และแอร์บัส (Airbus) ตลอดจนปัญหาเครื่องยนต์ล่าช้าจากจีอี แอโรสเปซ (GE Aerospace) และแพรตต์ แอนด์ วิตนีย์ (Pratt & Whitney) ซึ่งจำกัดขีดความสามารถในการขยายฝูงบิน วอลช์เผยว่าปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงันสร้างความเสียหายให้สายการบินราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และผิดหวังที่บริษัทผู้ผลิตไม่สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วพอ อีกทั้งยังไม่ต้องมาแบกรับภาระร่วมกับสายการบิน

ในระยะยาว ผู้อำนวยการ IATA คาดการณ์ว่าการแข่งขันในตลาดผู้ผลิตเครื่องบินจะทวีความรุนแรงขึ้นจากการรุกคืบของจีน โดย โคแมค (Comac) กำลังพัฒนาเครื่องบินเพื่อท้าชนกับโบอิ้งและแอร์บัส ซึ่งในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ผู้คนจะไม่ได้พูดถึงแค่แอร์บัสและโบอิ้ง แต่จะกลายเป็น "แอร์บัส โบอิ้ง และโคแมค" แม้ในปัจจุบันโคแมคจะยังคงเผชิญอุปสรรคด้านการรับรองมาตรฐานในยุโรปและสหรัฐ รวมถึงยังต้องพึ่งพาเครื่องยนต์จากชาติตะวันตกอยู่ก็ตาม

นอกจากนี้ ท่ามกลางภาวะการเงินที่บีบคั้นสายการบิน และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในสหรัฐที่เริ่มแผ่วลงภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำในอุตสาหกรรมการบินก็แสดงความกังวลต่อการบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2050 ด้วย แม้ IATA จะยังไม่พร้อมล้มเลิกเป้าหมายดังกล่าว แต่วอลช์ก็ยอมรับว่าเป้าหมายนี้มีความท้าทายมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความคืบหน้าในการพัฒนาเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนยังคงล่าช้าและไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

อ้างอิง Channel News Asia