บิตคอยน์ (Bitcoin) สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลก กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ หลังราคาบิตคอยน์ดิ่งลงอย่างหนัก ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายเม็ดเงินของนักลงทุนที่แห่ไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง รวมถึงการเตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอ (IPO) ของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ที่ดูดซับสภาพคล่องมหาศาลไปจากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาBitcoin ทรุดตัวลงกว่า 15% ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ล่มสลายของ FTX เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ปัจจุบันราคาบิตคอยน์อยู่ที่ระดับราว 63,000 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าหายไปแล้วกว่า 1 ใน 3 ตั้งแต่ต้นปี 2026 ข้อมูลจาก LSEG ชี้ว่า นี่คือสถิติการร่วงลงช่วงต้นปีที่หนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 ทั้งที่บิตคอยน์เพิ่งทำสถิติพุ่งสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ทะลุระดับ 125,000 ดอลลาร์ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว
นอกจากนี้ ราคายังร่วงลงถึง 40% นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือนมกราคม 2025 แม้ว่าทรัมป์จะเคยประกาศกร้าวว่าจะผลักดันสหรัฐให้เป็นเมืองหลวงแห่งคริปโตฯ ของโลก พร้อมกับเดินหน้าแต่งตั้งกลุ่มผู้สนับสนุนคริปโตฯ เข้านั่งในตำแหน่งสำคัญด้านกฎระเบียบและนโยบายการเงินเพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นก็ตาม
สาเหตุสำคัญที่กดดันราคาบิตคอยน์คือกระแสเงินทุนเปลี่ยน (Capital outflow) ในอดีต บิตคอยน์ เคยได้รับอานิสงส์ในช่วงแรกที่เทคโนโลยีเอไอเริ่มเป็นกระแสจากการเปิดตัวแชตบอต ChatGPT ทว่าปัจจุบัน ตลาดหุ้นกลุ่มเอไอกลับเป็นฝ่ายสูบเม็ดเงินไปจนหมด เม็ดเงินลงทุนมหาศาลถูกอัดฉีดเข้าสู่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) การสร้างศูนย์ข้อมูล (Data centers) ไปจนถึงผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิป
ตัวเลขที่ชัดเจนคือ ในช่วงปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐพุ่งทะยานขึ้นถึง 170% สวนทางกับบิตคอยน์ที่ร่วงลง 40% ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI นั้น ย่อมต้องถูกดึงออกมาจากสินทรัพย์ประเภทอื่น
ข้อมูลสะท้อนภาพชัดเจนว่า นักลงทุนกำลังเทขายและดึงเงินทุนออกจาก กองทุน Bitcoin ETF เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยพบเม็ดเงินไหลออกสุทธิกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว ทำให้ยอดไหลออกสะสมในปี 2026 ทะลุ 3.1 พันล้านดอลลาร์ ในทางกลับกัน กองทุน ETF กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ 4 แห่ง กลับโกยเม็ดเงินลงทุนไปได้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายนเพียงสัปดาห์เดียว และมียอดเงินไหลเข้าสะสมตั้งแต่ต้นปีกว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนักลงทุนสถาบันรายใหญ่เข้ามามีบทบาทในตลาดคริปโตฯ มากขึ้น ความน่าดึงดูดของบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง (Portfolio diversifier) ที่เคยมีความผันผวนสูงและไม่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์อื่น ก็ได้เสื่อมถอยลง ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์และดัชนี S&P 500 ที่เคยไปในทิศทางเดียวกันอย่างเหนียวแน่นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดได้พลิกกลับมาอยู่ในแดนลบอย่างหนัก เนื่องจากหุ้นกลุ่ม AI ยังคงพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่บิตคอยน์ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
นอกจากแรงกดดันจากตลาดหุ้นแล้ว บิตคอยน์ยังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด (Market share) ให้กับคู่แข่งในโลกคริปโตฯ ด้วยกัน ข้อมูลจาก CoinGecko ระบุว่า ปัจจุบันบิตคอยน์มีส่วนแบ่งตลาดเหลือเพียง 56% ลดลงจาก 63% ในปีที่แล้ว ขณะที่เหรียญทางเลือก (Alt-coins) เช่น อีเธอเรียม (Ether) โซลานา (Solana) ซึ่งผูกมูลค่ากับสกุลเงินดอลลาร์ กลับเข้ามาแย่งชิงพื้นที่
ปัจจุบัน Stablecoins ครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 13% จากเพียง 7% ในปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณการซื้อขายรายวันของเหรียญเทเทอร์ (Tether) ยังสูงกว่าบิตคอยน์และอีเธอเรียมรวมกันเสียอีก ขณะที่เหรียญอันดับรองลงมาอย่าง USDC ก็มีปริมาณเท่ากับเหรียญอันดับรองอีก 10 เหรียญรวมกัน
อ้างอิง Reuters

