วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569

Login
Login

ต่อให้เปิดฮอร์มุซได้ ‘วันนี้’ น้ำมันก็ยังไม่ไหลทันที ต้องกวาดทุ่นระเบิดอีก ‘หลายสัปดาห์’

ต่อให้เปิดฮอร์มุซได้ ‘วันนี้’ น้ำมันก็ยังไม่ไหลทันที ต้องกวาดทุ่นระเบิดอีก ‘หลายสัปดาห์’

สมมติฮอร์มุซเปิดได้ในวันนี้ แต่วิกฤติอาจยังไม่จบทันที เพราะเรือมากกว่า 1,500 ลำที่ติดค้างนาน กำลังรอคิวออก ขณะที่ทุ่นระเบิด ต้นทุนประกันภัย และเรือที่จอดนิ่งนานหลายเดือน กำลังกลายเป็นอุปสรรคใหม่ ที่อาจทำให้การขนส่งพลังงานโลกต้องใช้เวลาอีก ‘หลายสัปดาห์หรือหลายเดือน’ กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

แม้ สหรัฐ-อิหร่าน กำลังเข้าใกล้ข้อตกลงที่อาจนำไปสู่การ “เปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้ง แต่สำหรับอุตสาหกรรมการเดินเรือและตลาดพลังงานโลก การลงนามในข้อตกลง อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นความท้าทายรอบใหม่ มากกว่าเป็นจุดสิ้นสุดวิกฤติ

หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ตลอดเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา มี “เรือราว 1,500 ลำ” ต้องติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียหลัง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของโลก ถูกปิดกั้นจนการเดินเรือแทบหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม สมมติข้อตกลงเปิดเส้นทางเดินเรือเกิดขึ้นจริง การกลับสู่ภาวะปกติแบบก่อนสงคราม ซึ่งมีเรือผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 130 ลำต่อวัน อาจต้องใช้เวลา “หลายสัปดาห์หรืออาจนานหลายเดือน” ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มลดลงช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาด

หนึ่งในโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการเดินเรือต้องเผชิญคือ การจัดลำดับความสำคัญของเรือจำนวนมหาศาลที่รอเดินทางออกจากพื้นที่

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องได้รับคำตอบว่า เรือประเภทใดจะได้รับสิทธิผ่านก่อน ต้องใช้เส้นทางใด และต้องขออนุญาตจากหน่วยงานใดบ้าง ขณะที่การควบคุมความเร็วเรือ ก็อาจกลายเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงจากการชนกันหรือเกยตื้นในพื้นที่น้ำตื้นของช่องแคบ

อีกหนึ่งความกังวลสำคัญคือ “ความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดทางทะเล” ที่เชื่อกันว่าอิหร่านได้วางไว้ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ

เจ้าหน้าที่ทหารอังกฤษเคยระบุว่า ทุ่นระเบิดบางประเภทสามารถวางอยู่บนพื้นทะเลและปล่อยฟองก๊าซขึ้นมาทำลายโครงสร้างตัวเรือได้อย่างรุนแรง

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ประเมินว่า กองทัพเรือของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี อาจต้องใช้เวลา “หลายสัปดาห์” ในการส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดเข้าพื้นที่ ซึ่งหมายความว่า แม้ช่องแคบจะเปิด แต่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังคงอยู่

ผลกระทบที่ตามมาคือ ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือในพื้นที่สงคราม มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ หลังจากเรือสินค้าจอดนิ่งอยู่ในอ่าวเปอร์เซียเป็นเวลานาน เรือจำนวนมากไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทันที

น้ำทะเลอุ่นในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ตัวเรือสะสมเพรียง สาหร่าย และสิ่งมีชีวิตทะเลจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการเดินเรือโดยตรง

รอล์ฟ ฮับเบน แจนเซน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Hapag-Lloyd บริษัทเดินเรือคอนเทนเนอร์รายใหญ่อันดับ 5 ของโลก เปิดเผยว่า เรือหนึ่งลำที่สามารถออกจากพื้นที่ได้ในช่วงที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาทำความสะอาดอย่างมาก และยังพบว่าความเร็วสูงสุดของเรือลดลงจากปกติอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ลาสเซ คริสตอฟเฟอร์เซน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Wallenius Wilhelmsen บริษัทขนส่งรถยนต์รายใหญ่ของโลกประเมินว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน การเดินเรือในภูมิภาค “อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30-45 วัน” จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับคำถามสำคัญที่สุดของตลาดในขณะนี้ จึงไม่ใช่เพียงว่า “ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเมื่อใด” แต่คือ “หลังเปิดแล้ว จะกลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่”

นักวิเคราะห์ไม่น้อยมองว่า สถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ การเปิดใช้งานแบบมีข้อจำกัด โดยเรือจะต้องใช้เส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ต้องเผชิญต้นทุนประกันภัยที่สูงขึ้น และต้องรอคิวผ่านเส้นทางนานกว่าปกติ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้มีการลงนามข้อตกลงในวันนี้ วิกฤติการขนส่งทางทะเลและผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ก็อาจยังไม่จบลงในทันที เพราะการทำให้ระบบขนส่งทางทะเลที่รองรับพลังงานโลกกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง อาจต้องใช้เวลานานกว่าการเปิดช่องแคบเพียงอย่างเดียวมากนัก

อ้างอิง: nytimes