เศรษฐกิจอิหร่าน กำลังเผชิญกับวิกฤติเงินเฟ้อครั้งประวัติศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 8 ทศวรรษ อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะลุ 77.2% จากการยกเลิกมาตรการอุดหนุนค่าเงิน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึก ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งทะยานจนลดกำลังซื้อของประชาชน ลุกลามไปสู่ภาวะยากจนฉับพลันในกลุ่มคนทำงานและวัยเกษียณ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางกำลังซื้อที่หายไป
เงินเฟ้อพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ทศวรรษ
ธนาคารกลางอิหร่าน เปิดเผยรายงานอัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งสูงถึง 77.2% แบบเทียบปีต่อปี (Year-on-Year) ในช่วงระหว่างวันที่ 21 เม.ย. ถึง 20 พ.ค. ที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น อัตราเงินเฟ้อเฉพาะสินค้าแบบจุดต่อจุด (Point-to-point) พุ่งทะยานทะลุ 113%
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดของอิหร่านนับตั้งแต่ปี 1942 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ห่วงโซ่อุปทานอาหารล่มสลายและราคาสินค้าพุ่งสูงอย่างรุนแรง
อาร์มาน คาเลกิ ประธานหอการค้า อุตสาหกรรม และเหมืองแร่ของอิหร่าน ชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "พายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ" (Perfect economic storm) ที่เกิดจากปัจจัยลบ 5 ประการที่ซัดกระหน่ำเศรษฐกิจอิหร่านพร้อมๆ กัน
"เรากำลังเผชิญกับจุดตัดที่อันตราย เริ่มจากการยกเลิกอุดหนุนอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น ตามมาด้วยเหตุประท้วงใหญ่ช่วงต้นปีที่ทำให้ระบบตลาดหยุดชะงัก ต่อด้วยสงครามรอมฎอน (ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล) ที่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อมหาศาล ซ้ำเติมด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างและราคาพลังงานประจำปีในช่วงต้นปีใหม่ของเปอร์เซีย และปิดท้ายด้วยการถูกปิดล้อมทางทะเลที่ทำลายห่วงโซ่การนำเข้าและส่งออก"
สำหรับผลกระทบจากสงคราม คาเลกิ มองว่า ไม่ใช่แค่เรื่องของความตื่นตระหนกทางการทหารอย่างเดียว แต่เป็นอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนจากความตื่นตระหนก (Panic-driven demand) ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง ประชาชนแห่กักตุนสินค้าพื้นฐาน ส่งผลให้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นแม้ในความเป็นจริงตลาดจะไม่ได้ขาดแคลนสินค้าก็ตาม ซึ่งเพียงพฤติกรรมนี้ก็ผลักให้ราคาพุ่งสูงขึ้นได้แล้ว
นอกจากนี้ ยังเกิดผลกระทบไปถึงภาคการผลิต ต้นทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ได้ไปดันต้นทุนบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ยา และสินค้าอุปโภคบริโภคให้แพงตามไปด้วย ขณะที่ปัญหาในภาคอุตสาหกรรมเหล็กก็ลุกลามไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้ภาวะเงินเฟ้อถูกส่งจากโรงงานไปสู่ชั้นวางสินค้าโดยตรง
คาเลกิ ยังระบุถึง "หมัดน็อก" สำคัญ นั่นคือ การปิดล้อมทางทะเลที่ทำให้เส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้ามายังอิหร่านเต็มไปด้วยความเสี่ยง "แค่มีข่าวเรือถูกโจมตี ราคาสินค้าก็พุ่งขึ้นทันที ไม่ต้องพูดถึงอุปสรรคที่มีอยู่จริงที่บีบให้ต้องหันไปใช้เส้นทางขนส่งทางบกที่แพงกว่า และสร้างความรู้สึกขาดแคลนในตลาด จนสะท้อนออกมาเป็นราคาสินค้าที่พุ่งทะยาน"
ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงเมื่อต้นปีนั้น คาเลกิชี้ว่า "การตัดสินใจขึ้นค่าแรงมีเป้าหมายเพื่อชดเชยผลกระทบจากการยกเลิกมาตรการอุดหนุนค่าเงิน แต่ตัวเลขที่ดูเหมือนจะเยอะบนหน้ากระดาษ กลับไม่เพียงพอเลยในโลกความเป็นจริง ผลลัพธ์คือกำลังซื้อที่แท้จริงดิ่งลงอย่างหนัก กลืนกินเงินเก็บของครอบครัว จากนั้นก็ลามไปเบียดเบียนงบรักษาพยาบาลและการศึกษา จนสุดท้ายก็กระทบกับปากท้องในชีวิตประจำวัน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเตือนถึงวงจรอุบาทว์ที่กำลังรัดระบบเศรษฐกิจอิหร่าน "รัฐบาลเองก็กำลังรับเคราะห์จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้จากภาษีที่ตั้งใจจะนำมาโปะช่องโหว่จากการปฏิรูปค่าเงินก็หดตัวลง เรากำลังเผชิญกับสมการที่ไม่มีทางออก คือรายได้ประชาชนละลายหายไป รายได้รัฐลดลง แต่ราคาสินค้ายังคงพุ่งสูงในระดับที่ไม่เคยเห็นมาหลายทศวรรษ"
“เศรษฐกิจถดถอยกว่าช่วงคว่ำบาตรรุนแรง”
ฟาติมา แม่บ้านลูกสามวัย 46 ปี เล่ากับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า เธอต้องออกมาตลาดสัปดาห์ละหลายครั้ง เพียงเพื่อวิ่งตามให้ทันการปรับขึ้นของราคา "ตอนนี้ฉันมาตลาดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ไม่ใช่เพราะต้องซื้อของเยอะ แต่เพื่อเดินหาว่ามีร้านไหนขายถูกกว่า หรือมีสินค้าตัวไหนที่ยังไม่ถูกคลื่นเงินเฟ้อซัดไปบ้าง เนื้อแดงกลายเป็นแค่ความฝัน ส่วนไก่ก็เป็นแค่อาหารมื้อพิเศษ นานๆ ทีจะได้กิน ตอนนี้ฉันถึงขั้นต้องนับไข่ทีละฟองเวลาทำอาหาร"
ฟาติมา ระบุว่า การได้ยินข่าวราคาสินค้าพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป วิกฤติเงินเฟ้อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่กลับกัดกินกลุ่มเปราะบางหนักที่สุด เมื่อค่าอาหารแพงขึ้น ครอบครัวยากจนอาจต้องสูญเสียรายได้กว่าครึ่งไปกับของกินของใช้ที่จำเป็น ในขณะที่ครอบครัวที่มีฐานะอาจแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
ห่างไปไม่กี่เมตร ณ ตลาดบาสตาน แหล่งจับจ่ายยอดนิยมทางตะวันตกของกรุงเตหะราน สถานที่ที่เคยคลาคล่ำไปด้วยกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่และสีสันของเสื้อผ้า บัดนี้กลับไร้ซึ่งบรรยากาศแห่งความสุขเช่นในอดีต ผู้คนที่สัญจรไปมาทำได้เพียงเดินสำรวจสินค้าตามแผงค้าต่างๆ หยิบขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง แล้ววางกลับคืนที่เดิม
มาชฮาดี ฟิรูซ ชายวัยเกษียณอายุ 63 ปี รำลึกถึงความหลังในยุคที่ถนนสายนี้เคยมีชีวิตชีวา และเล่าว่า "เมื่อปีที่แล้ว ข้าวสาร 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 1.8 ล้านเรียล (ราว 1.31 ดอลลาร์) แต่ปัจจุบันราคาทะลุ 5 ล้านเรียล (3.63 ดอลลาร์) ไปแล้ว เช่นเดียวกับน้ำมันพืช 1 ขวดที่เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิปีก่อนเคยมีราคาแค่ 700,000 เรียล (0.51 ดอลลาร์) ตอนนี้พุ่งไปกว่า 3 ล้านเรียล (2.18 ดอลลาร์) เงินบำนาญของผมตอนนี้จ่ายค่าครองชีพของครอบครัวได้ไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ"
ฟิรูซ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขยายตัวของความยากจนที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งไม่ใช่แค่ความยากจนข้นแค้น แต่เป็นความยากจนของคนวัยเกษียณและมนุษย์เงินเดือน ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่กลุ่มผู้มีรายได้ประจำต้องใช้ชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจน ปัญหาไม่ใช่แค่ราคาที่แพงขึ้น แต่คือความเร็วของการขึ้นราคาที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้พักหายใจ
ด้าน เมหราน พ่อค้าส่งวัย 71 ปี ในตลาดค้าส่งในย่านนเรนจ์ ทางตอนใต้ของเตหะราน สะท้อนวิกฤติอีกด้านหนึ่งว่า "เงินเฟ้อไม่ได้เล่นงานแค่คนซื้อ แต่เล่นงานคนขายด้วย กำลังซื้อพังทลายลงหมดแล้ว ผู้คนซื้อเฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในเวลาไม่ถึง 4 เดือน เราต้องลดปริมาณการสั่งของลง แต่ก็ยังหาคนซื้อไม่ได้ ตลอด 40 ปีที่ทำงานมา ผมไม่เคยเห็นเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ในช่วงที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักที่สุดก็ตาม ตอนนี้ผมไม่ได้หวังกำไร แค่พยายามไม่ให้ขาดทุนจนต้องปิดร้านที่รับสืบทอดมาจากพ่อก็พอ"
“นี่อาจเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง”
ภาพตัดมาที่จัตุรัสทาจริช ทางตอนเหนือของกรุงเตหะราน ซึ่งมองเผินๆ เหมือนตลาดยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน แต่เจ้าของร้านกลับบอกเล่าเรื่องราวที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เรซา เจ้าของร้านวัย 47 ปี กล่าวว่า "คุณอาจจะคิดว่าตลาดนี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริงมันตายไปแล้ว คนมาที่นี่เพราะตลาดเป็นสถานบันเทิงฟรีแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ ผู้คนเดินไปเรื่อยเปื่อย รำลึกถึงวันเก่าๆ ที่เคยเข้าห้างแล้วหิ้วของกลับบ้านเต็มหลังรถ แต่ปัจจุบัน พวกเขาอาจจะไม่ได้ซื้ออะไรติดมือกลับไปเลย ซึ่งก็ไม่โทษพวกเขานะ เพราะในฐานะผู้ค้า ก็ไม่มีปัญญาซื้อของที่ตัวเองขายแล้วเหมือนกัน"
มะห์มูด อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนวัย 37 ปีที่มาเดินตลาด ชี้ถึงรากเหง้าของปัญหาว่า "ตัวเลขเงินเฟ้อระดับ 300% ในสินค้าบางรายการ อาจดูเหมือนเป็นแค่ผลกระทบช็อกฉับพลันจากสงคราม แต่ความจริงแล้ว ตัวเลขนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจาก ‘โรคร้ายเชิงโครงสร้าง’ ที่สะสมมานานหลายสิบปีจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ประเทศนี้เคยใช้เงินจากน้ำมันปกปิดบาดแผลเอาไว้ แต่เมื่อยาชาหมดฤทธิ์ อาการป่วยทั้งหมดก็กำเริบขึ้นมาพร้อมกัน"
นักวิเคราะห์ประเมินว่า วิกฤติสินค้าราคาแพงที่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้เป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ของผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ซึ่งผลพวงที่เลวร้ายกว่านั้นยังคงซ่อนอยู่ภายใต้ความวุ่นวายและข่าวสงคราม ภัยคุกคามเศรษฐกิจอิหร่านที่น่ากังวลระยะยาว คือการที่ประเทศต้องติดหล่มอยู่ในสภาวะ "กึ่งสงครามกึ่งสันติภาพ" (A state of neither war nor peace) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเสมือนยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดที่จะคอยกัดกร่อนระบบเศรษฐกิจที่อ่อนล้าของอิหร่านให้ทรุดโทรมลงไปอีก
อ้างอิง Al Jazeera

