วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อ GDP มีจุดบกพร่องหลายข้อ UN ชูแนวคิด ‘Beyond GDP’ เสนอ ‘31 ตัวชี้วัดใหม่’

แม้ GDP เป็นมาตรวัดหลักของโลกมานานกว่า 80 ปี แต่ท่ามกลางวิกฤติสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ และสังคมสูงวัย คำถามสำคัญกำลังเปลี่ยนจาก ‘เศรษฐกิจโตแค่ไหน’ เป็น ‘ผู้คนมีชีวิตดีขึ้นหรือไม่’ ความพยายามล่าสุดของ UN ในการผลักดัน ‘แนวคิด Beyond GDP’ ไม่ใช่เพียงการสร้างตัวชี้วัดใหม่ แต่คือการท้าทายวิธีวัดความเจริญรุ่งเรืองที่โลกใช้มาอย่างยาวนาน

หากประเทศหนึ่งตัดป่าทั้งผืน ขายไม้จนสร้างรายได้มหาศาล GDP จะเพิ่มขึ้นทันที หากเกิดสงคราม น้ำท่วม หรือภัยพิบัติครั้งใหญ่ การใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูความเสียหายก็อาจผลักดัน GDP ให้เติบโตเช่นกัน

นี่คือ “ความย้อนแย้ง” ของตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก  เพราะแม้จีดีพีจะถูกใช้เป็นมาตรวัดความก้าวหน้าของประเทศมานานหลายสิบปี แต่กลับไม่สามารถบอกได้ว่า ผู้คนมีความสุขขึ้นหรือไม่ ความเหลื่อมล้ำลดลงจริงหรือ และทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไปมากเพียงใด 

หนึ่งในข้อวิจารณ์สำคัญที่สุดของ GDP คือ การให้ความสำคัญกับ “ปริมาณการใช้จ่าย” มากกว่า “คุณค่าที่แท้จริง” ของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น 

ตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้างถนน สนามบิน หรืออาคารขนาดใหญ่ GDP จะเพิ่มขึ้นทันทีจากมูลค่าการก่อสร้างและการจ้างงานที่เกิดขึ้น แต่ GDP ไม่ได้บอกว่า สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าหรือไม่ มีผู้ใช้จริงเพียงใด หรือสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวหรือไม่

ในทางทฤษฎี ประเทศหนึ่งสามารถผลักดัน GDP ให้เติบโตได้จากการสร้างโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก แม้บางโครงการจะกลายเป็นอาคารร้าง สนามบินไร้ผู้โดยสาร หรือเมืองใหม่ที่แทบไม่มีผู้อยู่อาศัยก็ตาม เพราะสำหรับ GDP แล้ว เงินที่ถูกใช้ไปในการก่อสร้าง ถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว 

นี่จุดคำถามสำคัญขึ้นว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่โลกควรจะมองหา “มาตรวัดความเจริญแบบใหม่” ที่สะท้อนชีวิตของผู้คนได้ดีกว่าตัวเลข GDP เพียงตัวเดียว

ยูเอ็นเปิดตัว ‘แดชบอร์ดความก้าวหน้า’ ใหม่

ความพยายามล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อองค์การสหประชาชาติ (UN) จัดตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษขึ้นในปีที่ผ่านมา เพื่อออกแบบชุดตัวชี้วัดใหม่ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือเสริม หรืออาจเป็นทางเลือกของ GDP ในอนาคต

ผลลัพธ์ที่เปิดเผยในเดือนนี้ คือ “แดชบอร์ด” ที่ประกอบด้วย “ตัวชี้วัด 31 รายการ” แบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่

- สันติภาพและสิทธิมนุษยชน

- ความยั่งยืน

- คุณภาพชีวิต

- ความเหลื่อมล้ำ

ตัวอย่างตัวชี้วัดที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ สัดส่วนประชาชนที่รู้สึกปลอดภัยในการเดินในชุมชนของตนเองหลังพระอาทิตย์ตกดิน สัดส่วนความมั่งคั่งที่ถือครองโดยคนรวยที่สุด 1% ของประเทศ รวมถึงจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งต่อประชากร 100,000 คน

แนวทางดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อทำให้การวัดความก้าวหน้าของประเทศสะท้อนชีวิตจริงของประชาชนมากขึ้น แทนที่จะพิจารณาเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า ระบบดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่ GDP โดยตรง แต่เป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยให้รัฐบาลมองเห็นภาพที่กว้างขึ้น

“รายงานฉบับนี้เป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมานับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ” เขากล่าว

นักวิชาการวิจารณ์ ‘มีตัวชี้วัดมากเกินไป’

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของยูเอ็นกลับไม่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกทั้งหมด โดยก่อนการเผยแพร่รายงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 58 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น อ็อกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ ฮาร์วาร์ด และเยล ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกวิจารณ์คณะกรรมาธิการดังกล่าว

กลุ่มนักวิชาการมองว่า การใช้ตัวชี้วัดมากถึง 31 รายการ ทำให้กรอบการประเมินกว้างเกินไปจนแทบครอบคลุมทุกด้านของชีวิตมนุษย์ และอาจสูญเสียความชัดเจนในการใช้งานจริง

พวกเขาเสนอว่า ควรพัฒนา “ดัชนีความมั่งคั่งแบบองค์รวม” เพียงชุดเดียว ที่รวมปัจจัยสำคัญ เช่น สุขภาพประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติ และทุนทางสังคม เข้าไว้ด้วยกัน

โรเบิร์ต สมิธ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีสิ่งแวดล้อมของสำนักงานสถิติแห่งชาติแคนาดา ซึ่งเป็นผู้ผลักดันจดหมายดังกล่าวระบุว่า ความพยายามของยูเอ็นมีเจตนาดี แต่ขาดระเบียบวิธีที่ชัดเจน

“สิ่งนี้จะไม่สามารถแข่งขันกับ GDP ได้”

“หลายประเทศอาจมองว่ามันซับซ้อนเกินไป หรือสุดท้ายก็จะกลับไปใช้ GDP เหมือนเดิม”

ประเทศกำลังพัฒนา มองเรื่องนี้ต่างออกไป

แม้ว่าประเทศพัฒนาแล้วจำนวนหนึ่งจะมองว่ามีตัวชี้วัดมากเกินไป แต่บางประเทศกลับมองว่า “การเปลี่ยนวิธีวัดความมั่งคั่ง” มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจของตน

คอสตาริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุน “แนวคิด Beyond GDP” อย่างแข็งขัน เพื่อช่วยให้ประเทศสามารถเข้าถึงเงื่อนไขการกู้ยืมเงินที่เอื้อประโยชน์มากขึ้นจาก IMF

หลุยส์ โมลินา ชากอน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของคอสตาริกาเชื่อว่า หากนำมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมาคำนวณด้วย ประเทศของเขาจะ “มีความมั่งคั่งสูงกว่าที่ GDP สะท้อนอยู่ราว 40%”

ปัญหาคือ ป่าไม้และระบบนิเวศไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ง่ายเหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่น

โมลินามองว่า ในอดีต โลกก็เคยปรับตัวให้ยอมรับสินทรัพย์รูปแบบใหม่มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการค้าหรือทรัพย์สินทางการเงินประเภทต่าง ๆ ดังนั้นในอนาคต ทุนทางธรรมชาติอาจได้รับการยอมรับในลักษณะเดียวกัน

ความท้าทายใหญ่คือ “ใครจะเป็นคนกำหนดว่าอะไรสำคัญ”

อีกหนึ่งข้อถกเถียงสำคัญ คือ การวัดความเป็นอยู่ที่ดีควรถูกสรุปออกมาเป็น “ตัวเลขเดียว” เหมือน GDP หรือควรใช้ชุดตัวชี้วัดหลายรายการ

นอรา ลุสติก นักเศรษฐศาสตร์ด้านความเหลื่อมล้ำจากเม็กซิโก ซึ่งร่วมอยู่ในคณะกรรมาธิการของยูเอ็นยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างหนัก

เธอเชื่อว่าการมีดัชนีรวมเพียงตัวเดียวอาจช่วยให้ประชาชนและผู้กำหนดนโยบายเข้าใจได้ง่ายกว่า

ในทางกลับกัน โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกกลับเห็นว่า การยุบทุกมิติของชีวิตมนุษย์ให้เหลือเพียงตัวเลขเดียว จะทำให้สูญเสียสาระสำคัญของเรื่องทั้งหมด

เขาให้เหตุผลว่า แต่ละประเทศมีค่านิยมและลำดับความสำคัญแตกต่างกัน

“สิ่งสำคัญสำหรับประเทศหนึ่ง อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับอีกประเทศหนึ่ง”

“การตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ ควรเกิดจากการสนทนาในระดับชาติ”

ทำไม GDP ยังครองโลก

แม้จะมีความพยายามมากมายในการสร้างทางเลือก แต่จีดีพียังคงเป็นมาตรวัดหลักของโลกมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะ GDP สมบูรณ์แบบ แต่เป็นเพราะมันเรียบง่าย เข้าใจง่าย และได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล

เคาชิก บาซู นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และหนึ่งในประธานร่วมของคณะกรรมาธิการยูเอ็นชี้ว่า ปัญหาใหญ่ของมาตรวัดใหม่คือ “ไม่มีประเทศใดอยากใช้ตัวชี้วัดที่ทำให้ตนเองดูแย่ลง”

“บางประเทศจะเป็นผู้ชนะ และบางประเทศจะเป็นผู้แพ้”

“จึงยากที่จะคาดหวังว่า ทุกประเทศจะสมัครใจนำมาตรวัดใหม่มาใช้พร้อมกัน”

GDP กลายเป็นมาตรฐานโลกได้ เพราะสหรัฐผลักดันอย่างจริงจังในการประชุม Bretton Woods หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า GDP มีข้อบกพร่องหรือไม่ เพราะแทบทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามี แต่คือ “ใครจะมีอำนาจและแรงจูงใจมากพอ” ที่จะผลักดันมาตรวัดใหม่ให้กลายเป็นมาตรฐานสากลแบบเดียวกับที่ GDP เคยได้รับ

จนถึงตอนนี้ คำตอบยังไม่ชัดเจน และแม้โลกจะเห็นพ้องกันมากขึ้นว่า GDP ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครเห็นพ้องตรงกันว่า อะไรควรมาแทนที่มัน 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความท้าทายของการสร้างโลก “Beyond GDP” อาจไม่ได้อยู่ที่การหาตัวเลขที่สมบูรณ์แบบเพียงตัวเดียว แต่คือการหาฉันทามติร่วมกันว่า สังคมควรให้คุณค่ากับอะไร และควรวัดความก้าวหน้าของประเทศด้วยมาตรวัดแบบใด

อ้างอิง: sdgsunnytimes