เงินทุนต่างชาติที่เคยหลั่งไหลเข้าสู่อินโดนีเซีย กำลังไหลออกอย่างรวดเร็ว ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งสู่จุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ตลาดหุ้นร่วงหนัก นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า อินโดนีเซียกำลังเดินหน้าสู่ยุคแห่งการเติบโตครั้งใหม่ หรือกำลังเสี่ยงสูญเสียความน่าเชื่อถือที่สร้างมานานหลายสิบปี
“อินโดนีเซีย” กำลังเผชิญวิกฤติความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติอย่างหนัก หลังตลาดหุ้น “ร่วงแรงที่สุด” แห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งค่าเงินรูเปียห์ “อ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
ดัชนีหุ้นหลักของอินโดนีเซียร่วงลงแล้วกว่า 37% จากจุดสูงสุดเมื่อเพียง 5 เดือนก่อน กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีนี้จากดัชนีกว่า 90 แห่งที่ Bloomberg ติดตาม ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ามากกว่า 14% นับตั้งแต่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่ง และกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในเอเชียปีนี้
“การร่วงลงของค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน มีแนวโน้มว่าจะยังไม่หยุดลง แม้ว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ถึง 0.50% ในเดือนพฤษภาคม และเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้มงวดมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม” สตีเฟน ชิว และชุนหยู จาง นักกลยุทธ์ของ Bloomberg Intelligence ให้ความเห็น
นักลงทุนจำนวนมากมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการออกจากตำแหน่งของศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีคลัง ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ค้ำประกันวินัยการคลังของประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติมาอย่างยาวนาน
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2024 ปราโบโวเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก ตั้งเป้าเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจสู่ระดับ 8% ต่อปี เปิดโครงการอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ เพิ่มบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ และอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนกังวลว่า นโยบายเหล่านี้อาจทำให้ “วินัยการคลังอ่อนแอลง” ขณะที่มาตรการล่าสุดที่รัฐบาลเข้าควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญโดยตรงเพื่อแก้ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี ได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มส่งออก และตอกย้ำภาพลักษณ์การแทรกแซงเศรษฐกิจของภาครัฐ
ความกังวลดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อเสถียรภาพด้านดุลการชำระเงิน และค่าเงิน
ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติได้ขายพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียออกไปแล้วกว่า 86 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อบทบาทของธนาคารกลางอินโดนีเซียที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลราว 27% ของทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงผิดปกติสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญคือ คำเตือนจาก MSCI ที่ระบุว่า อินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ไปเป็นตลาด Frontier Market เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดทุน ทั้งเรื่องการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมาตรฐานการกำกับดูแลที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ
แม้รัฐบาลพยายามออกมาตรการเพิ่มความโปร่งใส และปรับปรุงกฎเกณฑ์ตลาดทุน แต่ยังไม่สามารถหยุดแรงขายของนักลงทุนได้ โดยดัชนี Jakarta Composite Index ร่วงลงแล้วมากกว่า 30% ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ได้หมดศรัทธาต่อศักยภาพระยะยาวของอินโดนีเซีย เศรษฐกิจยังขยายตัวมากกว่า 5% ต่อปี หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำ และประเทศยังเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า
สิ่งที่นักลงทุนต้องการในเวลานี้คือ “ความชัดเจน และความน่าเชื่อถือ” ของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการคลัง ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ
จนกว่าความเชื่อมั่นจะกลับคืนมา อินโดนีเซีย อาจยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกหลีกเลี่ยงมากที่สุดในเอเชีย ณ เวลานี้
อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

