วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

อียูส่งทีมใหญ่เยือนไทย ดันเอฟทีเอสู่เส้นชัย พร้อมหนุนเป็นฮับอาหารอาเซียน

อียูส่งทีมใหญ่เยือนไทย ดันเอฟทีเอสู่เส้นชัย   พร้อมหนุนเป็นฮับอาหารอาเซียน

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ THAIFEX-Anuga Asia 2026 ที่ปีนี้คึกคักมาก สังเกตได้จากสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยหลายประเทศมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน

แต่ที่โดดเด่นสุดต้องยกให้สหภาพยุโรป (อียู) ที่ปีนี้ได้ คริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร นำทัพภาคธุรกิจด้านอาหารและเกษตรจากอียูร่วม 100 ชีวิตมาร่วมงาน และพบปะหารือทางการเมืองในระดับสูง 

 ฮันเซน ให้สัมภาษณ์พิเศษกรุงเทพธุรกิจ ถึงภารกิจในประเทศไทยระหว่างวันที่ 28-29 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า สำหรับอียูแล้วไทยเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรรมาธิการด้านการเกษตรและอาหารมีภารกิจแบบนี้ปีละ 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะเดินทางไปประเทศที่แตกต่างกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการมาเยือนประเทศไทย 

 "เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองเขตเศรษฐกิจ หาความเป็นไปได้ในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน ลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดที่ไม่เพียงแค่เรื่องของภาษีศุลกากรและภาษีนำเข้า แต่ยังมีประเด็นเกี่ยวกับมาตรฐานด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ผมจึงเข้าพบกับฝ่ายการเมืองเพื่อหารือ ซึ่งก็มีความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว“

  • ลุ้น‘เอฟทีเอไทย-อียู’

ประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียู ณ ขณะนี้ ต้องยกให้ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู ที่มีข่าวมาโดยตลอดว่าพยายามสรุปให้ได้ในปีนี้ 

“แน่นอนครับ คุณก็ทราบว่านายกรัฐมนตรีต้องการสรุปข้อตกลงการค้าในปีนี้ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงกันได้เราจำเป็นต้องสร้างความคืบหน้าในเชิงเทคนิคหลายด้าน” กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร กล่าวและว่า เอฟทีเอไม่ใช่แค่การลดภาษี แต่ยังเป็นเรื่องของการให้สิทธิการเข้าถึงตลาดอย่างแท้จริงด้วย ซึ่งบางครั้ง "การสรุปข้อตกลงทางการค้ากับการเข้าถึงตลาดอย่างจริงจังนั้นแตกต่างกัน" จึงยังมีเรื่องที่ต้องทำมากมายและฝ่ายอียูหวังว่าจะสามารถคลี่คลายอุปสรรคลงได้ หลังจากที่ผ่านมาการเจรจาชะงักงันไประยะหนึ่งเนื่องด้วยความแตกต่างด้านการเมือง แต่ปัจจุบันได้แรงส่งเพิ่มขึ้นมาก อียูเองก็ต้องการสรุปข้อตกลงให้ได้โดยเร็วที่สุด 

  • ความสำคัญของเอฟทีเอ 

ในทัศนะของฮันเซน เอฟทีเอมีความสำคัญมากทั้งต่อเกษตรกรและผู้ผลิตของอียูที่จะได้ตลาดใหม่ในการขายสินค้าด้วยเงื่อนไขที่ดีขึ้น  และต่อผู้บริโภคของอียูที่จะได้เข้าถึงอาหารคุณภาพสูงในราคาถูกลง   นอกจากนี้พลังงานและปุ๋ยก็เป็นประเด็นสำคัญทั้งต่อไทยและอียู ทั้งสองฝ่ายจึงต้องการลดอุปสรรคทางอ้อม พร้อมๆ กับเพิ่มมูลค่าและผลประโยชน์ให้กับผู้ผลิตอาหารของทั้งไทยและอียู 

  • ไทยฮับอาหาร-เกษตรอาเซียน 

สำหรับบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางด้านอาหารและเกษตรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร กล่าวว่า การที่ตนนำคณะมาร่วมงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 ก็เพื่อส่งเสริมบทบาทของไทยในด้านนี้ 

“นี่เป็นงานใหญ่และสำคัญที่สุดในภูมิภาค เรามีบูธของประเทศสมาชิกหลายประเทศในงานนี้ด้วย ดังนั้นจึงเป็นการแสดงให้ประเทศไทยและรัฐบาลไทยเห็นว่าเราพร้อมที่จะร่วมมือกับพวกเขาในการเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”  

ความร่วมมือที่อียูกำลังทำงานอย่างหนักกับไทย เช่น ด้านนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การเกษตรแม่นยำ 

“เราพร้อมแล้วที่จะแบ่งปันความรู้นี้กับผู้ผลิตชาวไทย หากเป็นพันธมิตรกันทุกคนจะชนะ และนั่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องใช้โอกาสนี้ในการช่วยเหลือประเทศไทยให้คงความเป็นผู้นำในภาคเกษตรและอาหารต่อไป” 

  • หลายประเทศเร่งเจรจาอียู

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบันอียูมีข้อตกลงการค้าเสรีกับเวียดนามและสิงคโปร์แล้ว ส่วนที่กำลังเจรจามีไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย สองประเทศนี้เผชิญกับความท้าทายเรื่องภาษีนำเข้าจากสหรัฐคล้ายคลึงกับไทย  ดังนั้นการกระจายพันธมิตรจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

“แต่เราก็ต้องการพันธมิตรที่น่าเชื่อถือด้วย และผมคิดว่าสหภาพยุโรปเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถืออย่างชัดเจน เป็นพันธมิตรที่มุ่งเน้นความยั่งยืนของการผลิต คุณภาพสูง และมาตรฐานสูง” 

ในระหว่างที่ไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียต่างเร่งเจรจาเอฟทีเอกับอียู ฮันเซนไม่สามารถบอกได้ว่า ใครจะสำเร็จเป็นรายแรก แต่สำหรับไทยเขาแนะว่า  หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาโดยเร็วคือ มาตรฐานด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (เอสพีเอส) เพราะนี่คือเรื่องสำคัญที่จะทำให้สินค้าไปถึงตลาดได้จริง ๆ 

"ถ้าเรานำเรื่องนี้มาพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะสามารถทำตามกรอบเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้องการได้ แต่ตอนนี้เราจำเป็นต้องมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และเราก็มีรอบการเจรจาครั้งต่อไปในวันที่ 22 มิ.ย. หากในรอบนั้นเราเห็นความคืบหน้าอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเอสพีเอส ผมคิดว่าเราก็กำลังเดินไปในทิศทางที่ดี”

  • ความมั่นคงด้านอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบันความมั่นคงด้านอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นความท้าทายใหญ่ ไทยกับอียูจะร่วมมือกันในด้านนี้ได้อย่างไร ฮันเซนกล่าวว่า เขาเคยพูดถึงความมั่นคงด้านอาหารไว้อย่างชัดเจน ตอนร่วมเสวนาโต๊ะกลมในงานประชุมความมั่นคงมิวนิคว่า ถ้าไม่พูดถึงความมั่นคงด้านอาหารด้วยก็ครอบคลุมแค่ครึ่งหนึ่งของสนามรบ 

“เราได้เห็นแล้วว่าอาหารและปัจจัยการผลิตอาหาร เช่น ปุ๋ย ถูกนำมาใช้ในลักษณะคล้ายอาวุธ และมันเป็นอันตรายมากหากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนต้องการ 3-4 ครั้งต่อวันเป็นอาวุธ” 

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ ซึ่งในเรื่องการผลิตอาหารไทยและอียูค่อนข้างส่งเสริมซึ่งกันและกัน ส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาดของกันและกัน ช่วยลดต้นทุนผู้ส่งออก/นำเข้า และผู้บริโภค สุดท้ายแล้วจะเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคน 

ส่วนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น อียูมีกลไก Global Gateway เป็นเครื่องมือในการพัฒนา และมีหลายโครงการที่ทำร่วมกับไทย เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเพื่อปกป้องกรุงเทพฯ จากน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้น  หรือโครงการเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน รวมถึงโครงการเพื่อโอกาสของเกษตรกร ที่สุดท้ายแล้วนำไปสู่ความเป็นอิสระด้านพลังงานมากขึ้น 

“เพราะประเทศไทยและยุโรปต่างก็พึ่งพาการนำเข้าพลังงานค่อนข้างมาก ดังนั้นเราจึงมีความสนใจที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในส่วนนี้ด้วย”

  • อียูมอบใบรับรอง GI มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี

 ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 คริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร (Commissioner for Agriculture and Food)   หลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และ จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่ สหภาพยุโรป (อียู) มอบใบรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ให้แก่ผู้ผลิต “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ในอียูเมื่อเร็ว ๆ นี้ อียูส่งทีมใหญ่เยือนไทย ดันเอฟทีเอสู่เส้นชัย   พร้อมหนุนเป็นฮับอาหารอาเซียน

ภายในงานมีการสาธิตการทำค็อกเทลเมนูเอกลักษณ์ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อสะท้อนการผสมผสานกันของอัตลักษณ์และประเพณีดั้งเดิมจากทั้งอียูและไทย โดยใช้ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” และ “วิสกี้ไอริส” ซึ่งเป็นสินค้า GI ล่าสุดของอียูที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ตอกย้ำความสำคัญของการค้าขายสินค้าเกษตรที่มีชื่อเสียงและการคุ้มครองผ่านระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และการเติบโตอย่างยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น

อียูสนับสนุนการคุ้มครองและการบังคับใช้การขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI และทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ อย่างเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างศักยภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านโครงการด้านการเชื่อมโยงอย่างยั่งยืนระหว่างอียูและอาเซียนเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (SCOPE IPR) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมความร่วมมืออย่างสมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกัน

"นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมเลยครับ  เพราะผมเป็นคนอนุมัติการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และประเทศไทยมีความหลากหลายและสินค้าพิเศษมากมาย ผมคิดว่าการจดทะเบียนนี้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสินค้า และยังช่วยรักษาองค์ความรู้บางอย่างเกี่ยวกับสินค้ารวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ผลิตในท้ายที่สุดด้วย" ฮันเซนกล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ