องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ยกทัพธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มบุกงาน THAIFEX - Anuga Asia 2026 พาสัมผัสสินค้าและผลิตภัณฑ์ต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ๆ
จากผลสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ล่าสุด พบว่าร้านอาหารญี่ปุ่นลดลง เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งการแข่งขันสูงในตลาด และปัญหาเศรษฐกิจ ทว่า ความต้องการอาหารและผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่นของคนไทยยังคงแข็งแกร่ง หลายคนไปเที่ยวญี่ปุ่นมักหอบสินค้า-ของฝากจากญี่ปุ่นกลับมาเป็นลัง เช่น มัจฉะ ขณะเดียวกันไทยก็นำเข้าชาเชียวจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจนติดท็อป 10 ในปี 2568 ครั้งแรกนับตั้งแต่เจโทรเก็บข้อมูลในปี 2562 เพราะคนไทยต้องการรับประทานอาหารหรือใช้วัตถุดิบต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่น และคงจะดีไม่น้อย ถ้าสินค้าเหล่านั้นเข้ามาในตลาดไทยและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
เจโทร กรุงเทพฯ นำทัพธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มญี่ปุ่นร่วมงาน THAIFEX - Anuga Asia 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมจัดแสดงสินค้าและเครื่องดื่มนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค. ที่ผ่านมา รอบนี้มีบริษัทใหม่ๆ มาร่วมงานกว่า 21 บริษัท จาก 41 บริษัท โดยมีสินค้าหลายประเภทร่วมจัดแสดง อาทิ อาหารทะเล ชา เครื่องปรุง ขนม อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ
อาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กล่าวถึงงาน Thaifex ว่าได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการญี่ปุ่นจำนวนมาก เนื่องจากปีก่อนๆ หลายบริษัทได้รับผลต้อนรับจากงาน Thaifex ดีมาก มีผู้ซื้อมาเจรจาธุรกิจมากมาย นอกจากไทยยังมียุโรป อเมริกา และทวีปอื่นๆ ช่วยให้ธุรกิจที่เข้าร่วมมีโอกาสขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น และในการคัดเลือกธุรกิจออกบูธ เจโทรพยายามคัดเลือกสินค้าให้หลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการอย่างครอบคลุมที่สุด
“สินค้าญี่ปุ่น โดยเฉพาะอาหารนั้นมีคุณภาพ และยังมีอาหารอีกมากมายหลายประเภทที่อยากให้ลอง อยากให้คนไทยทุกคนได้สัมผัสอาหารพรีเมียมที่มีคุณภาพและอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ” อิจิโระกล่าวเชิญชวนคนไทยบริโภคอาหารและวัตถุดิบญี่ปุ่น
ประธานเจโทรยืนยันด้วยว่า ญี่ปุ่นยังคงมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการรองรับสินค้าส่งออกจากญี่ปุ่น รวมถึงเป็นฐานการผลิตและการแปรรูปสินค้าอาหารที่สำคัญ เนื่องจากคนไทยชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นและมีความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน
ในปี 2568 ญี่ปุ่นส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารมาไทยมากเป็นอันดับ 7 ของคู่ค้าญี่ปุ่นทั่วโลก มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 17.1% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินค้าญี่ปุ่นในไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง
สำหรับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาเบะกล่าวว่า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นในทุกด้านสำหรับผู้ผลิตญี่ปุ่น และเจโทรได้พยายามรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานเจโทรในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อติดตามและสนับสนุนผู้ประกอบการญี่ปุ่นในการส่งออกสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ขึ้นชื่อต้นตำรับ
งาน Thaifex ปีนี้ เรียกได้ว่าผู้ประกอบการ/ผู้ซื้อชาวไทย และชาวต่างชาติล้วนได้สัมผัสสินค้าคุณภาพต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่นของจริง เพราะเจโทรพาธุรกิจอาหาร/เครื่องดื่มเก่าแก่ อายุตั้งแต่เกือบร้อยปี ไปจนถึงหลักร้อยปี มาจัดแสดงในงานนี้เพียบ
ใครเป็นสายมัตจะเกรดพิธีการต้อง TOKYO HANDA TEA แบรนด์ชาเขียวชาววังอายุกว่า 200 ปีจากโตเกียว ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1815 เคยมีไร่ชาเป็นของตนเอง แต่ไร่เสียหายทั้งหมดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจจึงปรับตัวเป็นผู้ผลิตชาโดยรับชามาจากไร่ต่างๆ ทั่วประเทศ คัดสรรเฉพาะชาคุณภาพที่ดีที่สุดเท่านั้น ทั้งยังเป็นเจ้าแรกที่ส่งออกชาไปต่างประเทศอีกด้วย และที่เรียกว่าชาระดับชาววัง เพราะชาของที่นี่ยังคงผลิตด้วยกรรมวิธีเก่าแก่ของญี่ปุ่น และมีโอกาสได้ส่งผลิตภัณฑ์เข้าวัง ถือเป็นเครื่องการันตีว่าชาดีมีคุณภาพและชูความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
สินค้าญี่ปุ่นต้นตำรับอีกอย่างที่ยังไม่มีจำหน่ายแม้แต่ในกรุงโตเกียว ก็คือ พุดดิ้งนมฮอกไกโดพรีเมียมของ Fujiyahonten บริษัทผลิตของฝากที่ก่อตั้งธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1951 รสของพุดดิ้งนมหอมกลิ่นนมฮอกไกโดแท้ๆ บรรจุในกล่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษให้สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้ 1 ปี โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น และไม่ใส่สารกันบูด พุดดิ้งมี 2 รสชาติ ได้แก่ รสนมดั้งเดิมและรสคัดตาร์ด แต่สินค้ามีจำหน่ายแค่ในสนามบินชิโตเสะ จ.ฮอกไกโด เท่านั้น ธุรกิจส่งออกพุดดิ้งไปหลายประเทศแล้ว แต่ยังไม่เคยส่งมาไทย และตอนนี้กำลังมองหาบริษัทจัดจำหน่ายในไทย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้มากขึ้น
สำหรับคนที่ชอบปลาจากญี่ปุ่นต้องปลา จ.ชิบะ จากแบรนด์ Koujirushi ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1920 บริษัทได้พัฒนาเทคนิคถนอมอาหารแบบพิเศษ เรียกว่า Osmotic low temperature dry aging แนวคิดนี้มาจากคุณพ่อของผู้บริหารรุ่นที่ 4 ที่ไม่ชอบรับประทานปลา แต่ที่บ้านทำธุรกิจปลาจึงพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาให้อร่อยที่สุด
เทคนิคดังกล่าวใช้เกลือในการดูดซับน้ำส่วนเกินออกจากตัวปลา ณ อุณภูมิต่ำเพื่อให้เก็บปลาได้นาน เนื้อปลาไม่เละ ยังคงรสชาติดั้งเดิมไร้กลิ่นคาว และไม่ปรุงรสใดๆ เพิ่ม ใช้แค่เกลือเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีทั้งปลาสดแช่แข็งและปลาปรุงสุกแช่แข็งพร้อมรับประทาน แบรนด์นี้การันตีว่ามีคุณภาพสูง เพราะได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น โดยสินค้าของบริษัทขายดีอันดับ 3 จากการจัดอันดับ Tokyo Ranking ที่วัดยอดขายจากข้อมูลบาร์โค้ด
ขนมวาราบิโมจิของบริษัท Yano Foods ก็ได้รับความสนใจจากผู้กอบการชาวไทยจำนวนมาก แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ขนมโมจิสไตล์โฮมเมด เหมือนทานขนมจากฝีมือคุณยาย ชวนคิดถึงขนมโอฮากิและคาชิวะโมจิที่เป็นแป้งข้าวเหนียวปั้นไส้ถั่วแดง แบรนด์ขนมหวานจาก จ.ฮิโรชิมะนี้ก่อตั้งในปี 1948 ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์โมจิหลายประเภท ส่วนวาราบิโมจิที่นำมาเสนอในงาน มีหลายรส เช่น แบบคลุกผงมัจฉะ ผงคินาโกะ(ผงถั่วเหลือง) และผงน้ำตาลทรายดำ ผลิตภัณฑ์บางตัวมีจำหน่ายในไทยมา 3 เดือนแล้ว และกำลังเปิดตัวสินค้าใหม่ในไทยเร็วๆ นี้
สินค้าคุ้นเคยที่ต้องลอง
มันหวานญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่คนไทยสายรักสุขภาพชื่นชอบและคุ้นเคย แม้ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่มันหวานของแบรนด์ Marusoku นำเสนอได้น่าสนใจ เพราะเป็นมันหวานแช่แข็งที่เก็บได้นาน 2 ปี ในขณะที่มันหวานสดเก็บสินค้าไว้ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น และแม้ตลาดในไทยมีจำหน่ายมันหวานในรูปแบบแช่แข็งแล้ว แต่ Marusoku อยากให้คนไทยได้ลองมันหวานพรีเมียมจากญี่ปุ่นที่คัดสรรมันที่ดีที่สุดจากทั่วประเทศ มันหวานจะทานเดี่ยวๆ หรือทานร่วมกับขนมหวานอย่างไอศกรีมก็ได้ หรือหากธุรกิจร้านอาหารสนใจมันหวานในรูปแบบอื่น เช่น มันหวานบด สามารถสั่งบริษัททำแบบพิเศษให้ได้เช่นกัน สำหรับลูกค้าทั่วไปในต่างประเทศ แพ็กเกจจะเป็นรูปการ์ตูนอเนิเมะน่ารักๆ เพื่อสื่อถึงความเป็นญี่ปุ่น
อีกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสายรักสุขภาพ ใครชอบรับประทานสลัดและอยากลองอะไรใหม่ๆ ต้องน้ำสลัดของ Graziemile ที่นำส้มยูสุ ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดโคจิ มาเป็นวัตถุดิบหลักผสมกับผัก-ผลไม้ชนิดอื่นๆ เพื่อทำเป็นน้ำสลัดแบบใหม่ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุเพียบ แนวคิดการนำยูสุมาทำน้ำสลัดนี้มาจากความใส่ใจของคุณพ่อเจ้าของกิจการ เมื่อลูกสาวทานผักยากและแพ้ง่าย จึงผลิตน้ำสลัดผัก-ผลไม้ ทานง่ายและปลอดภัย 100% น้ำสลัดรสชาติขายดีในญี่ปุ่นคือ รสแครอท+ยูสุ โดยรสเปรี้ยวหวานของน้ำสลัดจะให้ความรู้สึกสดชื่น ทานคู่กับผักชนิดใดก็เข้ากันได้ดี เด็กๆ รับประทานได้ง่าย อีกรสที่ขายดีในต่างประเทศคือ ยูสุ+รากไม้ นอกจากนี้ยังมีรสยูสุ+ผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ อีก เช่น หัวหอม มะละกอ เบอร์รี ฯลฯ
สาหร่าย ก็เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญสำหรับทำอาหารญี่ปุ่นเกือบทุกเมนู โดยเฉพาะซูชิ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเสะที่กำลังมองหาสาหร่ายคุณภาพระดับพรีเมียม ต้องสาหร่ายแบรนด์ Isoya สาหร่ายคุณภาพสูงจากทะเลอาริอาเขะ ในภูมิภาคคิวชู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสาหร่ายอันดับต้นๆ ในญี่ปุ่น เนื่องจากทะเลในพื้นที่ดังกล่าวมีค่าความเข้มข้นของเกลือในระดับที่เหมาะสมสำหรับผลิตสาหร่าย การเก็บเกี่ยวสาหร่ายรสชาติที่ดีที่สุดและพรีเมียมที่สุดคือช่วงเดือนธันวาคม โดย Isoya จะจัดเป็นสาหร่ายเกรด S และ A ซึ่งจะมีสีดำสวย แผ่นหนา รสชาติหวานกว่าเกรด B และ C ที่มีสีเขียวและแผ่นบางกว่า สาหร่ายของ Isoya ยังได้รับรางวัล Monde Selection ระดับเหรียญทอง ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน รับประกันคุณภาพระดับสากลอีกด้วย
สาหร่ายอีกชนิดที่คนไทยหลายคนยังไม่รู้จักอย่างสาหร่ายโมซุกุ จ.โอกินาวา ของแบรนด์ Okinawa Fresh ถือเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารโดยเฉพาะฟูคอยแดน ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและผิวพรรณ ในโมซุกุมีสารชนิดนี้มากถึง 250 กรัมต่อโมซุกุแห้ง 1 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับสาหร่ายตระกูลเดียวกันชนิดอื่นๆ สาหร่ายชนิดนี้มีลักษณะคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว ปกติรับประทานเป็นอาหารว่างใส่น้ำส้มสายชู หรือนำไปทอด หรือผสมในน้ำซุปก็ได้ นอกจากนี้ยังสามาถรับประทานแทนเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ด้วย สำหรับผู้ต้องการคุมอาหาร เพราะโมซุกุ 150 กรัม มีแคลลอรีเพียง 10.5 กิโลแคลอรี เมื่อเทียบกับเส้นก๋วยเตี๋ยวปกติที่มี 300 กิโลแคลอรี
อย่างไรก็ตาม งานจัดแสดงสินค้าและอาหารญี่ปุ่นในปีนี้ยังไม่จบ เพราะเจโทรมีแผนขยายตลาดอาหารญี่ปุ่นสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของไทยมากขึ้น โดยจะจัดงานเจรจาธุรกิจที่ จ.เชียงใหม่ ในเดือนกันยายน และจ.ภูเก็ต ในเดือนตุลาคม เนื่องจากเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและมีร้านอาหารญี่ปุ่นจำนวนมาก หากผู้ประกอบการร้านอาหารต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เจโทร และสำหรับผู้บริโภคทั่วไป สินค้าอาหารญี่ปุ่นใหม่ๆ กำลังเข้าตลาดไทยมากขึ้นแล้ว ไม่แน่ว่าแบรนด์ที่ผู้อ่านสนใจ อาจอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านเร็วๆ นี้

