ถอดรหัสเอกสาร S-1 เมื่อ SpaceX ของ ‘อีลอน มัสก์’ เทหมดตักให้ AI สู่ IPO มูลค่า 8 แสนล้าน แต่ทำไมเงินทุน 78% ถูกล็อกไว้เพื่อ ‘จ่ายหนี้’ จนเหลือกระสุนจริงไม่ถึง 2 หมื่นล้าน
กลายเป็นกระแสสั่นสะเทือนวงการการเงินและเทคโนโลยีทั่วโลก เมื่อ SpaceX ยักษ์ใหญ่ด้านอวกาศของ อีลอน มัสก์ เตรียมทำลายสถิติด้วยการระดมทุนสาธารณะ (IPO) ครั้งประวัติศาสตร์ที่คาดว่าจะสูงถึง 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.9 ล้านล้านบาท
แต่ความจริงที่น่าตกใจเพิ่งถูกเปิดเผยในหนังสือชี้ชวน (S-1) เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่าเงินทุนมหาศาลก้อนนี้ กว่า 78% ถูก "จับจอง" ไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจกลายเป็นฝันร้ายของนักลงทุนที่กำลังแย่งชิงหุ้นนี้อยู่
เดิมพันครั้งใหม่ จาก 'จรวด' สู่การเป็น AI ยักษ์ใหญ่
SpaceX ก้าวเข้าสู่โลก AI อย่างเต็มตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผ่านการควบรวมกิจการกับ xAI เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ SpaceX กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในกลุ่ม Hyperscaler ที่ต้องเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ขนาดมหึมา เช่น โครงการ Colossus I และ II ในเมืองเมมฟิส ที่กินพื้นที่รวมกว่า 2 ล้านตารางฟุต
สิ่งที่น่ากังวลคือ ในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ฝั่งธุรกิจ AI ข้อมูลเดียวสูบเงินสดไปแล้วกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดใน SpaceX และในไตรมาสที่ 1 เพียงไตรมาสเดียว ค่าใช้จ่ายนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าเป็น 7,700 ล้านดอลลาร์ และเอกสาร S-1 ยังระบุชัดว่า งบลงทุน AI หลังจากนี้จะยิ่งเร่งตัวขึ้นอีก
เงิน 8 หมื่นล้าน... เหลือถึงมือไม่ถึง 2 หมื่นล้าน
หลายคนมองว่าเงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ที่ได้จาก IPO น่าจะเพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงโปรเจกต์ AI ยักษ์ใหญ่นี้ไปได้สัก 2-3 ปี แต่ความจริงไม่ได้สวยหรูเช่นนั้น
David Trainer ซีอีโอของบริษัทวิจัย New Constructs ได้ชี้ให้เห็นข้อมูลในเอกสาร S-1 ว่า เงินจำนวนถึง 62,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 78% ของเงิน IPO ทั้งหมด ถูกล็อกไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อจ่ายคืนให้แก่กลุ่มคนวงในและคู่ค้า
รายงานระบถว่า SpaceX มีพันธะสัญญาที่จะต้องนำเงินมากกว่า 3 ใน 4 นี้ ไปจ่ายให้แก่บุคคลที่สาม ได้แก่ Valor Equity Partners ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่, บริษัท X Corp. ของ Musk, และกลุ่มนักลงทุนใน xAI เพื่อชำระหนี้ รวมถึงจ่ายให้กับบริษัท Echostar สำหรับดีลปิดการซื้อขายคลื่นความถี่
นั่นหมายความว่า SpaceX จะเหลือกระสุนดินปืนไม่ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์ในการขับเคลื่อนรถด่วนสาย AI ขบวนนี้
แม้ว่าธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink จะเป็นเครื่องปั๊มเงินสดชั้นดีจากการสมัครสมาชิก แต่ภาพรวมของ SpaceX ในส่วนธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจาก AI ก็ยังคงมีสถานะ “ขาดทุน” อยู่
ธุรกิจดั้งเดิมอีก 2 ขาของ SpaceX คือ การปล่อยจรวดและการส่งสินค้าให้ NASA ช่วยสร้างกระแสเงินสดอิสระ ได้เพียงประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเพียงหยดน้ำเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เครื่องยนต์ AI ต้องการ เพราะเมื่อนำเงินที่เหลือจาก IPO 18,000 ล้านดอลลาร์ มารวมกับกระแสเงินสดอิสระ 1,000 ล้านดอลลาร์ ก็ยังไม่พอกับเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ที่ฝั่ง AI ใช้ไปกับค่าที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ในปีก่อนด้วยซ้ำ แถมตัวเลขค่าใช้จ่ายนี้กำลังโตวันโตคืน
เรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ SpaceX จำเป็นต้องหาเงินทุนจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม โดยในเอกสาร S-1 ระบุว่า บริษัทจะหาเงินมาขยายกิจการด้วยการ “ออกหุ้นใหม่” หลังการทำ IPO และ “การกู้หนี้เพิ่ม”
เรื่องนี้ คือ "ข่าวร้าย" ของผู้ถือหุ้น เพราะการออกหุ้นใหม่เพิ่มจะทำให้เกิดภาวะหุ้นเจือจาง หรือ Dilution Effect หรือการที่สัดส่วนความเป็นเจ้าของและกำไรต่อหุ้นของนักลงทุนรายเดิมลดลง และการกู้หนี้เพิ่มก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะบีบให้ความสามารถในการทำกำไรของลดลงไปอีก
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าเค้กชิ้นใหญ่อย่างมูลค่าตลาดรวมของ AI จะหอมหวานและมีโอกาสเติบโตสูงมาก แต่มันก็ดึงดูดฉลามยักษ์ตัวอื่น ๆ เข้ามาด้วยเช่นกัน SpaceX จะต้องลงไปแข่งในสมรภูมิเดียวกับ Microsoft, Google และยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายอื่น ๆ ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มคู่แข่งที่โหดหินที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน
ในเอกสาร S-1 เองมัสก์ก็ยอมรับว่า “ SpaceX จะต้องลงทุนมหาศาลใน AI อีกหลายปีกว่าที่ธุรกิจนี้จะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ”

