วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘อาเซียน’ แห่ลงทุนไล่ตาม AI โอกาสใหม่หรือระเบิดเวลาเศรษฐกิจ?

‘อาเซียน’ แห่ลงทุนไล่ตาม AI โอกาสใหม่หรือระเบิดเวลาเศรษฐกิจ?

ความท้าทายครั้งใหญ่ ‘อาเซียน‘ ในการก้าวเข้าสู่ยุค AI ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ‘ กับ ’ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง‘ ทั้งในมิติด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และตลาดแรงงาน

บริษัทเทคโนโลยีในภูมิภาค “อาเซียน” กำลังเร่งพัฒนา AI สู่ขั้นที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้เลย ตัวอย่างเช่น บริษัท Zetrix AI ในมาเลเซียที่ตั้งเป้าส่งมอบตัวแทน AI อัจฉริยะที่ชื่อ ’Avatar’ ให้กับผู้ใช้งาน 1 ล้านคนในอาเซียน ภายในสิ้นปี 2026 โดยอวตารนี้สามารถจัดการงานตั้งแต่การกรอกเอกสารไปจนถึงการเป็นผู้ช่วยอินฟลูเอนเซอร์ตอบข้อความหลักพันได้โดยอัตโนมัติ

กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ฝากความหวังไว้กับการคาดการณ์ว่า AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีกระแสหลักอย่างเต็มตัวภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2031

เงินลงทุนหลั่งไหล ’อุตสาหกรรม AI‘

ประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียนกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อเป็น “ศูนย์กลาง” การผลิตและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI ที่ปัจจุบันถูกผูกขาดโดยสหรัฐ และจีน โดยแต่ละประเทศมีตัวเลขการเติบโตและการลงทุนที่ชัดเจน

 “มาเลเซีย” ในปี 2025 มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของชิป AI สูงถึง 465 พันล้านริงกิต หรือประมาณ 117 พันล้านดอลลาร์คิดเป็น 25% ของยอดส่งออกรวม ทั้งยังมีโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) กว่า 140 แห่งที่สร้างเสร็จหรือกำลังก่อสร้าง ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 6 พันล้านดอลลาร์

ส่วน “สิงคโปร์” ลงนามข้อตกลงร่วมกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Google และ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ด้วยมูลค่าไม่ต่ำกว่า 234 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปักหมุดการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค 

สำหรับ “ประเทศไทย” อนุมัติแผนงบประมาณมูลค่า 774 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนส.ค. 2025 เพื่อเร่งนำ AI เข้าไปบูรณาการในภาคส่วนสำคัญอย่างการศึกษาและการเกษตร

วิกฤติพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังความตื่นตัวทางเทคโนโลยี อาเซียนกำลังเผชิญกับ “ปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากศูนย์ข้อมูลและโรงงานผลิตชิปตั้งแต่ปีนังไปจนถึงโฮจิมินห์ซิตี้ ต้องการพลังงานสะอาด (Zero-Carbon) ปริมาณมหาศาลซึ่งภูมิภาคนี้ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังต้องใช้น้ำหล่อเย็นในปริมาณมาก ซึ่งซ้ำเติมวิกฤตภัยแล้งจากภาวะโลกร้อน รวมถึงสร้างความเสียหายถาวรต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองขุดแร่หายาก (Rare Earth Elements) เพื่อนำมาใช้ผลิตโปรเซสเซอร์ AI

AI กระทบตลาดแรงงาน

รายงานจากธนาคารบาร์เคลย์ส (Barclays) ระบุว่า AI เริ่มเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์แล้ว แม้ว่าผลกระทบระดับมหภาคจะยังไม่แสดงออกมาเด่นชัดเนื่องจากเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

 แต่สำหรับแรงงานในระบบ "Gig Economy" หรือกลุ่มเศรษฐกิจแบบจ้างงานชั่วคราวในอาเซียนที่มีจำนวนมากกว่า 40 ล้านคน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด เพราะส่วนใหญ่ไม่มีสวัสดิการ ประกันสุขภาพ หรือบำนาญรองรับ 

ตัวอย่างเช่น การที่บริษัท Grab ของสิงคโปร์เตรียมทดสอบรถแท็กซี่ไร้คนขับ ที่ควบคุมด้วย AI ในสิงคโปร์ภายในปี 2026 อาจส่งผลให้คนขับรถรับส่งผู้โดยสารจำนวนมากต้องเผชิญภาวะตกงานโดยไม่มีมาตรการเยียวยา

ไม่เพียงแต่แรงงานไร้ฝีมือเท่านั้น แต่กลุ่มพนักงานออฟฟิศ (White-Collar) ในภาคการเงินก็กำลังถูก AI แย่งงานในวงกว้าง โดยมีสถิติการปรับลดพนักงานจากธนาคารระดับโลก 

Standard Chartered ประกาศแผนนำ AI มาทดแทนพนักงานมากกว่า 7,000 ตำแหน่ง ในศูนย์บริการที่อินเดีย มาเลเซีย และโปแลนด์ ภายในปี 2030

HSBC ประกาศแผนลดตำแหน่งงานมากถึง 20,000 ตำแหน่ง เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ AI

Mizuho Bank ของญี่ปุ่นเตรียมใช้ AI แทนที่งานธุรการและงานจัดการเอกสารกว่า 5,000 ตำแหน่ง ภายในช่วงทศวรรษหน้า

AI เพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้อาเซียน 

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รายงานว่า ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานจากผลผลิตโลกทั้งหมดลดลง 0.6% มาอยู่ที่ 52.4% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่าความมั่งคั่งจากการใช้เทคโนโลยีตกไปอยู่ในมือของเจ้าของทุนและสินทรัพย์มากกว่าตัวแรงงาน 

นอกจากนี้ รายงานของบาร์เคลย์สยังระบุว่า การเข้ามาของ AI อาจไม่ได้ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้นโดยตรง แต่อาจบีบให้แรงงานที่ไม่มีรายได้จากทางอื่น จำเป็นต้องยอมทำงานหนักขึ้นในอัตราค่าจ้างที่ต่ำลงกว่าเดิม 

ด้านธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกมาเตือนให้รัฐบาลในภูมิภาคเร่งฝึกอบรมทักษะด้าน AI ยกระดับการศึกษา และออกนโยบายปกป้องแรงงานกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน

วิกฤติพลังงานโลกกับตัวเร่งการใช้ AI ในภาคธุรกิจ

แม้ว่าสถานการณ์โลกจะเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ทำให้การขนส่งน้ำมันทางทะเลลดลง 25% และการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ลดลง 20% จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น แต่ผู้บริหารระดับสูงจาก Microsoft ประจำมาเลเซีย กลับมองว่าวิกฤตินี้จะไม่ทำให้การลงทุน AI ชะลอตัวลง 

ในทางกลับกัน เมื่ออัตรากำไรของบริษัทต่างๆ ลดลง ผู้บริหารจะยิ่งหันมาพึ่งพา AI เพื่อทำงานแทนมนุษย์เพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Delta Electronics ยักษ์ใหญ่ด้านระบบอัตโนมัติจากไต้หวัน ที่ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Agentic AI ในอุตสาหกรรม 5.0 เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้แล้ว

แม้ว่าผลสำรวจจาก McKinsey & Company จะชี้ว่า เกือบ 2 ใน 3 ของบริษัทขนาดใหญ่ในอาเซียนเริ่มนำ AI มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบแล้ว แต่สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจอาเซียนกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากการลงทุนในระบบ AI มีต้นทุนที่สูงเกินไป 

สัญญาณเตือน ‘ฟองสบู่‘ เทคโนโลยีแตก

ในมุมมองของนักลงทุน ความตื่นตัวเรื่อง AI กำลังสร้างความกังวลว่าอาจเกิดภาวะ "ฟองสบู่" โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของ 7 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของโลก หรือ Magnificent Seven ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Meta และ Tesla พุ่งทะลุ 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 1 ใน 3 ของดัชนี S&P 500 และมากกว่ามูลค่าตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียถึง 37 เท่า

ด้วยเหตุนี้ ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) นักลงทุนชื่อดังผู้คาดการณ์วิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ได้ออกมาเตือนว่า การแห่ซื้อหุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายคลึงกับช่วงเดือนสุดท้ายก่อนที่ "ฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com Bubble)" จะแตกในช่วงปี 1999–2000 ซึ่งในครั้งนั้นส่งผลให้มูลค่าของดัชนี Nasdaq มูลค่าสูญหายไปกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานมองว่า แม้ตลาดยังไม่เจอแอปพลิเคชัน AI ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับคนทั่วไป แต่การเร่งสร้างคลังข้อมูลและโรงงานผลิตชิปด้วยเหล็กและคอนกรีตในมาเลเซียเวลานี้ ก็แสดงให้เห็นว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงอย่างไม่มีวันถอยหลังกลับ