สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานความเห็นของอดีตกรรมการนโยบายธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุ การประชุมนโยบายการเงิน ในเดือนมิ.ย. นี้จะเป็นตัวตัดสินว่าญี่ปุ่นจะสามารถควบคุมภาวะเงินเฟ้อได้หรือไม่ พร้อมชี้ปัจจัย "ค่าเงินเยน" และ "ความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ" เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
มาโกโตะ ซากุไร อดีตสมาชิกคณะกรรมการ BOJ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2016-2021 ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 15-16 มิ.ย. นี้
ขาย้ำว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากผู้ดำเนินนโยบายไม่ตัดสินใจขยับดอกเบี้ยในครั้งนี้ อาจทำให้ธนาคารกลางตกอยู่ในสภาวะ "ดำเนินนโยบายล้าช้า" ในการจัดการกับเงินเฟ้อ และอาจพลาดโอกาสสำคัญจนต้องเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากความไม่แน่นอนระดับโลกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในอิหร่าน
สกัดเงินเฟ้อ-พยุงค่าเงินเยน
แม้ข้อมูลล่าสุดจะบ่งชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อในญี่ปุ่นเดือนพ.ค. ชะลอตัวลงเหลือ 1.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี แต่ซากุไรมองว่าเป็นเพียงปัจจัยทางเทคนิคชั่วคราวจากการลดค่าธรรมเนียมประปา
เขาประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีโอกาสเร่งตัวขึ้นเกิน 3% ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือหลังจากนั้น ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้งต่อปีถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ต้องเร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งในช่วงปลายปี
นอกจากนี้ ค่าเงินเยน ที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 159.34 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับจุดที่ทางการญี่ปุ่นเคยเข้าแทรกแซงเมื่อเดือนก่อน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่ง
ซากุไรเตือนว่า หากไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. ค่าเงินเยนจะยิ่งอ่อนค่าลงไปอีก และสถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐฯ
แรงกดดันทางการทูตเหนือการเมืองภายใน
แม้ว่า นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ จะมีท่าทีสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและเคยส่งสัญญาณให้ผู้ว่าการ BOJ พิจารณามาตรการช่วยเหลือภาครัฐก่อนตัดสินใจปรับนโยบาย แต่ซากุไรเชื่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องยอมรับการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้
ปัจจัยสำคัญมาจาก สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่เพิ่งไปเยือนโตเกียวและส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น โดยระบุว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีความแข็งแกร่ง "เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ รัฐบาลของทากาอิจิมีความจำเป็นต้องยอมรับการขึ้นดอกเบี้ย" ซากุไรกล่าว
สำหรับการลดการเข้าซื้อพันธบัตร (Bond Purchase Plan) ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ตลาดจับตาในการประชุมเดือนมิ.ย. นี้ ซากุไรให้ความเห็นว่า BOJ อาจคงอัตราการซื้อพันธบัตรไว้ที่ระดับ 2.1 ล้านล้านเยนต่อเดือนในปีหน้าได้ เนื่องจากงบดุลของ BOJ ลดลงมาแล้วประมาณ 13% จากระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำชัดเจนว่า "ลำดับความสำคัญสูงสุดคือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน" มากกว่าการเร่งปรับลดการเข้าซื้อพันธบัตรในขณะนี้ โดยปัจจุบันตลาดซื้อขายล่วงหน้าให้โอกาสถึง 78% ที่ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนที่จะถึงนี้
อ้างอิง: Bloomberg

