วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน 2569

Login
Login

ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิ่ง 47% ผลพวงฮอร์มุซยังไม่เปิด

ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิ่ง 47% ผลพวงฮอร์มุซยังไม่เปิด

ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน กดดันให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญภาวะนำเข้าน้ำมันดิบ ‘ลดลงเกือบ 50%’ หลังการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกรบกวนอย่างหนัก

นับตั้งแต่สหรัฐ เปิดฉากสงครามกับอิหร่าน “ญี่ปุ่น” ต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงานอย่างหนัก โดยการนำเข้าน้ำมันดิบของประเทศ “หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง” สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์

รายงานของเว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย ระบุว่า ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบของญี่ปุ่นมีแนวโน้ม “ลดลงถึง 47%” เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอ้างอิงข้อมูลติดตามเรือบรรทุกน้ำมันจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Kpler ของยุโรป

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร จีน เกาหลีใต้ อินเดีย สหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ฝั่งการส่งออกมุ่งเน้นผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดพลังงานโลก

ปัจจัยหลักมาจากข้อจำกัดด้านการเดินเรือผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม มีแนวโน้มลดลงถึง 48% ขณะที่การส่งออกน้ำมันดิบทั่วโลกหดตัว 10% สะท้อนว่าภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังคงเป็นจุดเปราะบางที่สามารถสั่นคลอนตลาดพลังงานโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ ซาอุดีอาระเบียคาดว่าส่งออกลดลง 29% ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดลง 33% ขณะที่คูเวตและอิรักอาจเผชิญการส่งออกหดตัวมากกว่า 90%

อิหร่าน ซึ่งเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยตั้งแต่เริ่มสงคราม มียอดส่งออกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนใกล้เคียงกับปีก่อน แต่คาดว่าการส่งออกจะลดลงถึง 87% ในเดือนพฤษภาคม หลังถูกกองทัพเรือสหรัฐปิดล้อมทางทะเล

แม้ซาอุดีอาระเบียจะพยายามส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ แต่กำลังการส่งออกโดยรวมยังลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางจากทะเลแดงไปยังเอเชียยังต้องผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ บริเวณชายฝั่งเยเมน ซึ่งกลุ่มฮูตีที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านยังคงมีศักยภาพในการคุกคามการเดินเรือ

ทั้งนี้ การนำเข้าน้ำมันที่ลดลงรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในญี่ปุ่น โดยในปี 2025 ญี่ปุ่นเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 7 ของโลก แต่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2026 กลับเป็นประเทศที่มียอดนำเข้าลดลงมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และลดลงมากที่สุดในกลุ่ม 10 ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่

รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามชดเชยการขาดแคลนด้วยการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐ ก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ ญี่ปุ่นพึ่งพาซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คิดเป็น 90% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด แต่สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือ 60% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่น้ำมันดิบจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจากเพียง 2% เป็นมากกว่า 20% ของการนำเข้าปิโตรเลียมทั้งหมด

ในอาเซียน เวียดนาม มียอดนำเข้าน้ำมันลดลงมากที่สุดที่ 51% รองลงมาคือมาเลเซียที่ 43% แม้จะพยายามหาน้ำมันจากสหรัฐและแอฟริกามาทดแทน แต่ยังไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปได้ทั้งหมด

ส่วนจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกและเคยพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางราว 30% ในปีที่ผ่านมา มียอดนำเข้าลดลง 18% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ขณะที่อินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าอันดับ 2 ของโลกในปี 2025 ลดลง 3% และกำลังเร่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและเวเนซุเอลาเพื่อชดเชย

อ้างอิง: nikkei