ประธานเฟดชิคาโกชี้ราคาพลังงานยังสูงกว่าก่อนสงครามมาก เตือนเอเชียเสี่ยงเผชิญ “Stagflation” จากแรงกระแทกเงินเฟ้อ พร้อมแนะให้จับตา 'หุ้น AI' หวั่นดันเศรษฐกิจร้อนแรงเกินแค่ระยะสั้น ตลาดหุ้นได้ประโยชน์มากกว่าภาคเศรษฐกิจจริง
ออสแตน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก ออกโรงเตือนล่าสุดว่า เงินเฟ้อ จากราคาพลังงานที่เชื่อมโยงกับสงครามในอิหร่าน "ยืดเยื้อนานกว่าที่คาดเอาไว้" และกำลังก่อให้เกิดแรงกระแทกแบบ "Stagflation” หรือภาวะที่เผชิญทั้งเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับชะลอตัวในคราวเดียวกัน ต่อเศรษฐกิจในเอเชีย
กูลส์บีให้สัมภาษณ์กับ CNBC ระหว่างการประชุม Bank of Japan-IMES Conference โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ตลาดฟิวเจอร์สประเมินว่าราคาพลังงานจะ “ต่ำกว่าระดับปัจจุบันมาก” และแม้ว่าปัจจุบันราคาน้ำมันจะเริ่มปรับตัวลดลงมาแล้ว จากสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แต่ราคาก็ยังคงอยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างมาก
สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้นกว่า 1.81% สู่ระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับราคาในวันก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งอยู่ที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐ เวสต์เท็กซัส อินเทอร์มีเดียต (WTI) เพิ่มขึ้น 1.71% อยู่ที่ 90.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าราคาช่วงหนึ่งวันก่อนสงครามที่ 67.02 ดอลลาร์จ่อบาร์เรล
กูลส์บียังเตือนว่า เศรษฐกิจเอเชียมีความเปราะบางมากกว่าเพราะหลายประเทศเป็นผู้นำเข้าพลังงาน “นี่จึงเป็นแรงกระแทกแบบ Stagflation ในรูปแบบเก่าๆ ที่คุ้นเคยกันมากกว่า"
ประธานเฟดสาขาชิคาโก ซึ่งลงมติคัดค้านการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของเฟดในปี 2025 ยังกล่าวด้วยว่า เขาคัดค้านการลดดอกเบี้ยในครั้งนั้น เพราะต้องการเห็นหลักฐานชัดเจนก่อนว่าเงินเฟ้อจะไม่ยืดเยื้อ
“ผมไม่เสียใจที่ลงมติคัดค้านในการประชุมครั้งนั้น เพราะเงินเฟ้อไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวอย่างที่มีการพูดกันในช่วงแรก” กูลส์บีกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด อัตราดอกเบี้ยก็จะ “ปรับลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปัจจุบันอย่างมากในท้ายที่สุด”
AI เสี่ยงทำเศรษฐกิจ 'ร้อนแรงเกินไป'
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ประธานเฟดสาขาชิคาโกกลับแสดงความกังวลว่า "ตลาดการเงิน" อาจเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์มากกว่าแซงหน้าประโยชน์ทางภาค "เศรษฐกิจจริง" จากการใช้งาน AI
“ความกังวลของผมคือ การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในอนาคตที่อาจทำให้พวกเรามั่งคั่งขึ้น อาจผลักดัน 'ราคาหุ้น' ให้สูงขึ้น เพราะนักลงทุนเชื่อว่าพวกเขาจะร่ำรวยในอนาคต” กูลส์บีกล่าว “สิ่งนั้นอาจกระตุ้นให้ผู้คนใช้จ่ายผ่านความมั่งคั่งจากตลาดหุ้น ก่อนที่ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพจริง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปในระยะสั้น”
กูลส์บีกล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายควรจับตาว่าการปรับขึ้นของตลาดหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI กำลังส่งผ่านไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้างหรือไม่
“ผมอยากให้ทุกคนจับตาดูว่า การใช้จ่ายผู้บริโภคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากจากความมั่งคั่งในตลาดหุ้นหรือไม่ รวมถึงการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์กำลังผลักดันต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าก่อสร้าง และส่งผลต่อเงินเฟ้อระยะสั้นในสหรัฐหรือไม่”
พลวัตลักษณะเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจเอเชียในอนาคต เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ มักไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแห่งเดียว
“แต่หาก AI สามารถสร้างการเติบโตของผลิตภาพได้จริง เอเชียก็จะได้รับผลเชิงบวกดังกล่าวในไม่ช้านี้เช่นกัน” เขากล่าว

