วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ไทย-อินโดฯ’ แห่กู้เงินระยะสั้น แก้วิกฤติเศรษฐกิจช่วงสงคราม

‘ไทย-อินโดฯ’ แห่กู้เงินระยะสั้น แก้วิกฤติเศรษฐกิจช่วงสงคราม

พิษสงครามป่วนอาเซียน! ดันเงินเฟ้อพุ่ง-พันธบัตรระยะยาวร่วง ‘ไทย-อินโดฯ’แห่กู้เงินระยะสั้น นักวิเคราะห์ตั้งคำถาม ทางรอดชั่วคราว หรือความเสี่ยง ‘กู้โปะหนี้เก่า’ ในอนาคต?

บลูมเบิร์กรายงานว่า ตอนนี้สองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดใน “อาเซียน” กำลังเพิ่มการขายตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรับมือกับภาวะความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากสงคราม ที่สร้างความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” ซึ่งส่งผลให้เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั่วโลก

‘อินโดนีเซีย’  เร่งออกตั๋วเงินคลังรูเปียห์

ธนาคารกลางอินโดนีเซียจึงต้องเร่งออกตั๋วเงินคลังรูเปียห์ ระยะสั้น (SRBI)  (อายุไม่เกิน 12 เดือน) เพิ่มขึ้น เพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาช่วยพยุงค่าเงินรูเปียห์ ที่เพิ่งดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เงินรูเปียห์อ่อนค่าลงประมาณ 2% และกลายเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชียในไตรมาสนี้

ในเดือนที่ผ่านมา ยอดคงค้างรวมของตั๋วเงินคลังสกุลเงินรูเปียห์ของแบงก์ชาติอินโดนีเซีย  พุ่งสูงขึ้นถึง 126.7 ล้านล้านรูเปียห์  ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี 

การเร่งออกตั๋วเงินคลังนี้ทำให้อัตราผลตอบแทน  พุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 6.76% ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเสียอีก ส่งผลให้นักลงทุนแห่มาซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นนี้แทน เพราะได้ผลตอบแทนดีและมีความเสี่ยงต่ำกว่า จนไปแย่งสภาพคล่องและทำให้ความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของอินโดนีเซียลดน้อยลง

‘ไทย’ เล็งกู้เงิน 4 แสนล้านบาท 

 ส่วนในประเทศไทย รัฐบาลก็เริ่มหันมาพึ่งพาการออกตั๋วเงินระยะสั้น  โดยรัฐบาลได้อนุมัติแผนกู้เงินฉุกเฉินกู้วิกฤติมูลค่า 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาทำมาตรการช่วยเหลือประชาชน

ในเงินก้อนนี้ ประเทศไทยเตรียมระดมทุนรอบแรกประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์  โดยจะเน้นกู้ผ่านตราสารระยะสั้น เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้ระยะยาวแบบกำหนดระยะเวลา รวมถึงการกู้เงินเพิ่มสำหรับปีงบประมาณ 2026 ก็จะเน้นวิธีนี้แทนการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว

ทีมนักยุทธศาสตร์ของซิตี้กรุ๊ป รวมถึง กอร์ดอน โกะ (Gordon Goh) ได้ระบุในรายงานเมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.ว่า การกู้เงินเพิ่มเติมสำหรับปีงบประมาณ 2026 ของไทย มีแนวโน้มที่จะทำผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วเงินคลัง แทนที่จะเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาล พร้อมเสริมว่าตราสารหนี้ระยะสั้นเหล่านี้ น่าจะเข้าไปดึงความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในภาพรวมให้ลดลงไปด้วย

จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางที่บลูมเบิร์กรวบรวมพบว่า ยอดคงค้างของตั๋วสัญญาใช้เงิน ณ สิ้นเดือนมี.ค. อยู่ที่ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023 

นอกจากนี้ พันธบัตรระยะยาวของไทยได้ถูกเทขายไปก่อนหน้านี้แล้ว จากความกังวลเรื่องการคลังและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี และอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ  1.10% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2022

 จันเดรช เจน (Chandresh Jain) นักยุทธศาสตร์ด้านอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า “เนื่องจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยมีความ “ชันมาก” รัฐบาลจึงต้องการควบคุมต้นทุนดอกเบี้ยให้ต่ำไว้ก่อน” โดยการหันไปพึ่งพาตราสารระยะสั้นมากกว่า เช่น เงินกู้ระยะยาว และตั๋วสัญญาใช้เงิน

นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศมีความยืดหยุ่นในการหาเงินทุนมากขึ้น แต่ในระยะยาวก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้หรือการหาเงินกู้ก้อนใหม่มาโปะหนี้เก่า

 

อ้างอิง Bloomberg