วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้น 'ไต้หวัน' แซงอินเดีย ขึ้นแท่นใหญ่สุดอันดับ 5 ของโลก

ตลาดหุ้น 'ไต้หวัน' แซงอินเดีย ขึ้นแท่นใหญ่สุดอันดับ 5 ของโลก

อานิสงส์ AI ดันตลาดหุ้นไต้หวันแซงหน้าอินเดีย ขึ้นเป็นตลาดหุ้นมูลค่าใหญ่อันดับ 5 ของโลก หลังหุ้น TSMC พุ่งแรงเกือบ 50% ในปีนี้ ดันมาร์เก็ตแคปตลาดไต้หวันแตะ 4.95 ล้านล้านดอลลาร์

"ไต้หวัน" ขยับขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก แซงหน้าอินเดียไปแล้ว โดยได้แรงหนุนสำคัญจากการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของหุ้น Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ท่ามกลางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างร้อนแรง

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของตลาดหุ้นไต้หวันเพิ่มขึ้นแตะ 4.95 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 161 ล้านล้านบาท) ณ วันจันทร์ที่ 25 พ.ค. ตามข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวม ขณะที่มูลค่าของตลาดหุ้นอินเดียลดลงมาอยู่ที่ 4.92 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไต้หวันกลายเป็นตลาดหุ้นใหญ่สุดอันดับ 5 ของโลก รองจาก สหรัฐ จีนแผ่นดินใหญ่ ญี่ปุ่น และฮ่องกง

การไต่ขึ้นอันดับของไต้หวันในตลาดหุ้นโลกมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก TSMC ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนราว 42% ของดัชนีอ้างอิง สะท้อนภาวะกระจุกตัวของตลาดในระดับสูง โดยในปี 2026 นี้ ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นไปแล้วถึง 49% จากอานิสงส์ของกระแสการลงทุน AI ซึ่งเซมิคอนดักเตอร์ของ TSMC ครองตลาดอย่างโดดเด่น
 

มูลค่าตลาดไต้หวันที่พุ่งขึ้นสะท้อนแรงบวกอย่างชัดเจนต่อ AI ซึ่งกำลังกระตุ้นให้ “หุ้นเทคโนโลยี” ทั่วโลกปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะ “ตลาดหุ้นไต้หวัน” และ “ตลาดหุ้นเกาหลีใต้” ซึ่งรายหลังเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่นำโดย Samsung Electronics และ SK Hynix จนทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้แซงหน้าสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นอันดับ 8 และล่าสุดเพิ่งแซงหน้าแคนาดาขึ้นเป็นตลาดหุ้นใหญ่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลกในปีนี้

ตลาดหุ้น 'ไต้หวัน' แซงอินเดีย ขึ้นแท่นใหญ่สุดอันดับ 5 ของโลก

ในทางกลับกัน อินเดียกำลังเผชิญความท้าทายเรื่องต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง การเติบโตของกำไรภาคธุรกิจที่ชะลอตัวลง และการขาดแคลนบริษัทที่จะมาเชื่อมโยงโดยตรงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

“มูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นของไต้หวัน โดยพื้นฐานแล้วสะท้อนถึงการกระจุกตัวสูงในกลุ่มเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ใจกลางวัฏจักรการลงทุนด้าน AI” อี้ผิง เหลียว ผู้จัดการกองทุนของแฟรงคลิน เทมเปิลตันกล่าว “ตลาดที่มีสัดส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่จำกัด กำลังถูกบดบังมากขึ้นโดยตลาดที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์สูง เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้”

กฎระเบียบใหม่ยังเอื้อประโยชน์ต่อ TSMC ด้วย โดยเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของไต้หวันได้เพิ่มเพดานการลงทุนหุ้นรายตัวของกองทุนในประเทศ ภายใต้แนวทางใหม่ กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในหุ้นไต้หวันสามารถถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนใดๆ ได้สูงสุด 25% ของสินทรัพย์สุทธิ หากหุ้นดังกล่าวมีน้ำหนักเกิน 10% ในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากเพดานเดิมที่ 10% และปัจจุบันมีเพียง TSMC เท่านั้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว

จากการวิเคราะห์ของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยดึงเงินทุนไหลเข้าไต้หวันได้มากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.95 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ แม้ไต้หวันจะแซงหน้าอินเดียในแง่มูลค่าตลาด แต่เศรษฐกิจอินเดียที่มีขนาด 4.15 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ยังคงใหญ่กว่าจีดีพีของไต้หวันซึ่งอยู่ที่ 977,000 ล้านดอลลาร์ ตามประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลงในปีนี้ ท่ามกลางเงินทุนต่างชาติที่ "ไหลออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์" โดยมีแรงกดดันจากมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงและค่าเงินรูปีที่อ่อนค่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อและบดบังแนวโน้มการเติบโต

กองทุนทั่วโลกขายหุ้นอินเดียออกไปแล้วเกือบ 24,000 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นปี 2026 นี้ ขณะที่นักลงทุนหันไปไล่ตามกระแส AI ในไต้หวันและเกาหลีใต้แทน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นอินเดียลดลง 8% และกำลังมุ่งหน้าสู่การ "ปรับตัวลงรายปีครั้งแรก" หลังจากเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมานาน 10 ปี ขณะที่น้ำหนักขอหุ้นงอินเดียในดัชนี MSCI Emerging Markets ก็ลดลงมาอยู่ที่ราว 12% จาก 19% ในปีที่แล้ว

“อินเดียค่อนข้างถูกมองข้ามมาตลอดในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมา” อลิสัน ชิมาดะ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของบริษัทออลสปริง โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส กล่าวกับบลูมเบิร์กทีวี “อินเดียเป็นตลาดที่แพง ดังนั้นจึงต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง แต่ฉันคิดว่าในแง่ของการที่เงินออมกำลังไหลเข้าสู่ระบบการเงิน อินเดียมีทิศทางภาพนี้ชัดเจนมาก และผู้คนกำลังโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ทางการเงิน”


ที่มา: Bloomberg