วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อินโดฯส่อวิกฤติ ‘หนักกว่าไทย’ ค่าเงินทรุด-ศก.เข้าขาลง

อินโดฯส่อวิกฤติ ‘หนักกว่าไทย’ ค่าเงินทรุด-ศก.เข้าขาลง

อินโดนีเซียเผชิญสัญญาณอันน่ากังวลกว่าไทย เมื่อแรงกดดันจากสงครามอิหร่าน ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าหนัก และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ถดถอย กำลังผลักเศรษฐกิจเข้าสู่ความเสี่ยง ‘Stagflation’ ซึ่งการใช้จ่าย การเติบโต และการจ้างงาน อาจอ่อนแรงลงพร้อมกัน

“อินโดนีเซีย” กำลังเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อควบคู่เศรษฐกิจชะงักงัน” (Stagflation) อย่างรุนแรง หรือที่ถูกเรียกว่า “วงจรอันเลวร้าย” โดยผู้บริหารของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคญี่ปุ่นในอินโดนีเซียออกมาเตือนว่า ผู้บริโภคเริ่มลดการใช้จ่ายลง ขณะที่ค่าเงินที่อ่อนค่าลงและสงครามอิหร่านกำลังกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

โชอิจิ ฮาเซกาวะ ประธาน “บริษัท Kao Indonesia” ผู้ผลิตสินค้าอย่างผลิตภัณฑ์อาบน้ำและล้างหน้าของ Biore ผงซักฟอก Attack ผลิตภัณฑ์อนามัย Laurier และผ้าอ้อมเด็ก Merries ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียว่า ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ กำลังเผชิญ “แรงกระแทกสองด้าน” ที่หนักกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและมาเลเซีย ทั้งจากการอ่อนค่าของสกุลเงินอย่างรวดเร็ว และความเชื่อมั่นของประชาชนที่ไม่แน่นอน

“สิ่งที่ผมมองว่าน่ากังวลในตอนนี้คือ แนวโน้มด้านอุปสงค์ที่กำลังเข้าสู่ภาวะเงินฝืด” เขากล่าว “โดยพื้นฐานแล้ว หากผู้บริโภคซื้อแต่สินค้าราคาถูก การเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะหลีกเลี่ยงการชะลอตัวได้ยาก เว้นแต่ว่าปริมาณการซื้อจะเพิ่มขึ้น”

“ราคาน้ำมันเริ่มมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย แต่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าต้นทุนวัตถุดิบจะได้รับประโยชน์จากการลดลงนี้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจโดยสมมติว่าสถานการณ์นี้จะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี” ฮาเซกาวะกล่าว

แม้อินโดนีเซียจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกปี 2026 ที่ระดับ 5.61% แต่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค “กลับอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน” ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ทำสถิติอ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนด้านนโยบายรัฐบาล การปฏิรูปตลาดการเงิน และข้อกังวลด้านหลักนิติธรรม

ล่าสุด ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เพื่อพยุงค่าเงิน

Kao Indonesia แจ้งผู้จัดจำหน่ายเมื่อเดือนที่ผ่านมาเกี่ยวกับการปรับขึ้นราคาสินค้า หลังต้นทุนเพิ่มขึ้นจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและการอ่อนค่าของรูเปียห์ 

“สินค้าของเรามีหลายหมวดหมู่ บางรายการเราหาวัตถุดิบได้ แต่บางรายการหาไม่ได้ ทำให้กระบวนการผลิตช้าลง” ฮาเซกาวะกล่าว พร้อมระบุว่า กลุ่มผงซักฟอกซึ่งใช้แนฟทาหรืออนุพันธ์จากน้ำมันดิบ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

“แม้แต่ตลาดแบบดั้งเดิม ก็ได้รับผลกระทบรุนแรง” เขากล่าว “พูดตรง ๆ คือ กระแสเงินสดของพวกเขากำลังเหือดแห้ง”

ฮาเซกาวะยังเผยว่า ขณะนี้เกิด “การแบ่งขั้วด้านการบริโภค” โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซีย ซึ่งข้อมูลทางการระบุว่าหดตัวลงราว 10 ล้านคนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อนามัย สินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น แผ่นอนามัยแบบบางพิเศษหรือมีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย ยังคงได้รับความนิยม แต่ในทางกลับกัน ผู้บริโภคในกลุ่มผงซักฟอก กลับแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการลดค่าใช้จ่าย

“หากสถานการณ์นี้ขยายไปทั่วประเทศ ก็อาจนำไปสู่วงจรเศรษฐกิจด้านลบ ซึ่งผู้บริโภคลดการใช้จ่าย การเติบโตทางเศรษฐกิจหดตัว และสุดท้ายส่งผลให้การจ้างงานย่ำแย่ลง”

ฮาเซกาวะชี้ว่า “ความผันผวนของค่าเงิน เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอของเศรษฐกิจประเทศ” โดยเฉพาะในช่วงที่การซื้อขายวัตถุดิบส่วนใหญ่ยังอิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ

“เมื่อเทียบกับไทยและมาเลเซีย ผลกระทบต่ออินโดนีเซียหนักกว่า เพราะโดนสองเด้ง”

ข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงราว 5.45% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลง 5.1% และริงกิตมาเลเซียอ่อนค่า 2.1%
ด้าน โจซัว ปาร์เดเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Permata Bank เห็นด้วยว่า อินโดนีเซียกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก “ต้นทุนฝั่งอุปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์ที่แท้จริงบางส่วนกำลังอ่อนแอลง”

เขาเตือนว่า หากต้นทุนของบริษัทอย่าง Kao เพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาขาย บริษัทจะถูกบีบให้ต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ได้แก่ ขึ้นราคาสินค้าและเสี่ยงสูญเสียลูกค้า แบกรับต้นทุนจนกำไรลดลง ลดกำลังการผลิต ชะลอการลงทุน หรือแม้แต่ลดการจ้างงาน

อ้างอิง: nikkei