วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

UAE ผนึกซาอุฯ-กาตาร์ ขอทรัมป์ 'อย่าเปิดไฟสงครามอีกครั้ง'

UAE ผนึกซาอุฯ-กาตาร์ ขอทรัมป์ 'อย่าเปิดไฟสงครามอีกครั้ง'

ความเสียหายจากสงครามรอบก่อน กำลังทำให้ประเทศอ่าวอาหรับ ‘เปลี่ยนจุดยืน’ จากผู้เล่นที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าว สู่การเร่งผลักดันทางออกผ่าน ‘การเจรจา’ เพราะสงครามอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ผู้ที่อาจรับแรงกระแทกก่อนใคร อาจไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่คือเศรษฐกิจและเสถียรภาพของทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง

ในสงครามอิหร่านที่ยังคงคุกกรุ่นรอการปะทุ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” (UAE) ได้พยายามอย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อผลักดันให้เกิดการยุติสงครามอิหร่าน โดยเข้าร่วมกับ “ซาอุดีอาระเบีย” และ “กาตาร์” ในการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดโอกาสให้การเจรจาทางการทูตได้ดำเนินต่อไป ตามข้อมูลจากหลายแหล่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้แจ้งกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

การหารือดังกล่าว มีสาเหตุมาจากความกังวลของประเทศเหล่านี้ว่า หากความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง และอิหร่านตอบโต้กลับ เศรษฐกิจของประเทศอ่าวอาหรับอาจเผชิญความปั่นป่วนอย่างรุนแรง 

แหล่งข่าวระบุว่า ในการพูดคุยแยกกันกับทรัมป์ ผู้นำของพันธมิตรทั้งสามของสหรัฐต่างกล่าวว่า “การใช้กำลังทางทหาร” จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายระยะยาวของสหรัฐที่มีต่ออิหร่านได้ โดยผู้ให้ข้อมูลขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหว

สำหรับจุดยืนของอาบูดาบี สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านอย่างหนัก และมักมีท่าทีแข็งกร้าวต่อเตหะรานมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

“ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียได้เห็นฝันร้ายที่สุดของพวกเขาเกิดขึ้นจริง” ดีนา เอสฟานดิอารี นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics กล่าว “พวกเขาติดอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และต้องรับผลกระทบจำนวนมาก ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญความเสี่ยงของการเผชิญหน้ารอบใหม่ หากไม่สามารถเปลี่ยนการหยุดยิงให้กลายเป็นข้อตกลงถาวรได้ ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของภูมิภาคในฐานะศูนย์กลางที่มั่นคง”

ก่อนหน้านั้น UAE รู้สึกไม่พอใจเมื่อซาอุดีอาระเบียและประเทศอ่าวอื่น ๆ ปฏิเสธที่จะตอบโต้ทางทหารร่วมกันต่ออิหร่าน เพื่อยับยั้งการโจมตี 

ขณะที่อาบูดาบีได้ดำเนินการโจมตีอิหร่านในวงจำกัดร่วมกับสหรัฐและอิสราเอล ส่วนซาอุดีอาระเบียก็มีปฏิบัติการลักษณะคล้ายกันแยกต่างหาก

ส่วนมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การเจรจามี “ความคืบหน้าเล็กน้อย” ขณะที่สื่ออิหร่านก็รายงานในทิศทางเดียวกัน และในวันเดียวกันนั้น พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน มีกำหนดเยือนอิหร่าน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเข้าใกล้ข้อตกลงมากขึ้น

แม้ว่ากองทัพอิหร่านจะได้รับความเสียหายหนักและผู้นำสำคัญหลายคนถูกลอบสังหารในช่วงสงคราม แต่อิหร่านและพันธมิตรยังคงมีศักยภาพด้านกำลังรบจำนวนมาก

ภัยคุกคามต่อประเทศอ่าวอาหรับปรากฏชัดอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ จากการโจมตีด้วยโดรนต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน UAE ซึ่งอาบูดาบีกล่าวโทษกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

หนึ่งวันต่อมา ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้พูดคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุฯ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ประธานาธิบดี UAE ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด และเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด ซึ่งทั้งหมดพยายาม “โน้มน้าวไม่ให้เขาโจมตีอิหร่าน”

อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี UAE กล่าวว่า “มีโอกาส 50-50 ที่เราจะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ความกังวลของผมคือ อิหร่านมักต่อรองมากเกินไป ผมหวังว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะภูมิภาคต้องการทางออกทางการเมือง การเผชิญหน้าทางทหารรอบสองจะยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น”

ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนการไกล่เกลี่ยผ่านปากีสถาน และเชื่อว่าการทำให้อิหร่านจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ จะสามารถแก้ไขได้ผ่านการเจรจาเท่านั้น

ทั้งซาอุฯ และ UAE ยังมองว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือ การกดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน เพื่อใช้เป็นแรงกดดันต่อเตหะราน

อ้างอิง: bloomberg