วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อ่านเกม ‘เควิน วอร์ช’ ประธานเฟดคนใหม่ สู่หุ่นเชิด ‘ทรัมป์’ ?

อ่านเกม ‘เควิน วอร์ช’ ประธานเฟดคนใหม่ สู่หุ่นเชิด ‘ทรัมป์’ ?

อ่านเกม ‘เควิน วอร์ช’ ประธานเฟดคนใหม่ที่ต้องการปฎิรูปเฟด 3 เรื่อง ลดงบดุล ยกลิก Forward Guidance เปลี่ยนดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อ เขาสามารถคุม ‘ดอกเบี้ย’ นโยบายตามใจ ‘ทรัมป์’ ได้จริงหรือ?

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือว่า “เฟด” กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เมื่อ “เควิน วอร์ช” (Kevin Warsh) ได้ผ่านการรับรองจากวุฒิสภา  ให้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ต่อจาก “เจอโรม พาวเวลล์”  

การก้าวเข้ามาของวอร์ชในฐานะตัวเลือกของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ที่มาพร้อมกับคำประกาศกร้าวที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววอลล์สตรีทว่าต้องการเห็น "การเปลี่ยนระบอบ"   

เว็บไซต์เดอะอีโคโนมิสต์รายงานว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของวอร์ชในครั้งนี้ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนักวิเคราะห์และตลาดทุนทั่วโลก ในฐานะบททดสอบครั้งใหญ่ต่อ "ความเป็นอิสระของเฟด" ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับการแทรกแซงและโจมตีอย่างดุเดือดจากฝ่ายบริหารของทรัมป์มาโดยตลอด

จุดยืนและแนวคิด ‘เปลี่ยนระบอบ’ ของ เควิน วอร์ช

หากประเมินจากภาพลักษณ์ภายนอกของ เควิน วอร์ช พบว่าเขามีภาพลักษณ์ที่ดูประนีประนอมและสั่งง่ายกว่า เจอโรม พาวเวลล์ อย่างเห็นได้ชัด โดยวอร์ชได้รับเสนอชื่อจากการยอมละทิ้งจุดยืน "สายเหยี่ยว" (Inflation Hawk) ที่เน้นการควบคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มงวดซึ่งเขาถือมั่นมาตลอดชีวิต เพื่อหันมาปรับทิศทางนโยบายให้สอดคล้องกับทรัมป์ ผู้เป็น "สายพิราบตัวพ่อ" (Dove-in-chief) ในทำเนียบขาว

นอกจากนี้ ในชั้นพิจารณาการรับรองตำแหน่งของวุฒิสภา วอร์ชได้ผ่านบททดสอบความจงรักภักดีของกลุ่ม MAGA โดยการปฏิเสธที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ทรัมป์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ให้กับ โจ ไบเดน ยิ่งไปกว่านั้น วอร์ชยังได้ประกาศต่อวุฒิสภาว่าเขาต้องการเห็น "การเปลี่ยนระบอบ" (Regime change) ในธนาคารกลาง ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สร้างความพึงพอใจให้กับทรัมป์อย่างมาก

3 สิ่งที่ ‘เควิน วอร์ช’ อยากทำ

เว็บไซต์เดอะอีโคโนมิสต์ทำการวิเคราะห์เจาะลึกไปถึงแผนการที่วอร์ชต้องการจะทำจริงๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ จะพบว่าโครงการปฏิรูปของเขามีขอบเขตที่เล็กลงอย่างมาก เพราะแนวคิดส่วนใหญ่หากไม่เป็นเรื่องเล็กน้อย ก็เป็นเรื่องที่ล้าสมัย หรือเป็นเรื่องที่เกินขอบเขตอำนาจที่ประธานเฟดคนเดียวจะสามารถสั่งการได้

หนึ่งในนั้นคือ การประกาศ "เปลี่ยนระบอบ" ของวอร์ช ถูกซักถามในชั้นพิจารณาของวุฒิสภา โดยเขายืนยันว่าไม่ได้เป็นการล้างบางบุคลากรหรือไล่ประธานเฟดสาขาภูมิภาคที่มีสิทธิ์โหวตทิศทางดอกเบี้ยทั้ง 5 คนออก แต่ว่าเป็นการปฎิรูปโครงสร้าง

สิ่งที่วอร์ชตั้งใจจะปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง

1. เรื่องแรกคือ ความต้องการที่จะ "ลดขนาดงบดุล" ของเฟดอย่างรวดเร็ว โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่างบดุลของเฟดในปัจจุบันซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์นั้นมีขนาดที่ใหญ่เกินไป 

แม้ว่าวอร์ชจะส่งสัญญาณว่าเขาไม่ได้คิดจะใช้วิธีเทขายพันธบัตรในมือออกมาในปริมาณมหาศาลทันที แต่การเคลื่อนไหวเพื่อลดงบดุลนี้ก็สวนทางกับมติล่าสุดของเฟดที่เพิ่งสั่งยุติการทำ QT หรือมาตรการดึงเงินออกจากระบบโดยปล่อยให้งบดุลลดลงตามธรรมชาติเมื่อพันธบัตรหมดอายุ ผลกระทบจากการลดงบดุลอาจทำให้ราคาพันธบัตรร่วงลง และส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวกำหนด “ดอกเบี้ย” ในระบบเศรษฐกิจ 

ดังนั้น เพื่อชดเชยกับผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น  วอร์ชอาจต้องใช้วิธีลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นแทน แต่เนื่องจากผลกระทบของการขายพันธบัตรมีความไม่แน่นอนสูง แผนการนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวหากบริหารจัดการได้ไม่ดีพอ

2. แนวคิดหลักเรื่องที่ 2 ของวอร์ชคือ การไม่เชื่อมั่นใน "การส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้า" (Forward Guidance) ซึ่งหมายถึงการบอกใบ้แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคตให้ตลาดรับรู้ล่วงหน้า 

วิธีนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารกลางทั่วโลกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2007-2009 เนื่องจากช่วยให้ตลาดทุนเตรียมตัวและลดความผันผวน รวมถึงช่วยควบคุมต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว 

แต่ทว่า แผนการยกเลิกการส่งสัญญาณล่วงหน้าและการหั่นงบดุลอย่างรวดเร็วก็ไม่ใช่สิ่งที่วอร์ชจะสามารถทำได้โดยลำพัง เนื่องจากการตัดสินใจนโยบายสำคัญต้องใช้เสียงข้างมากของผู้ว่าการเฟดทั้ง 7 คน ซึ่งวอร์ชในฐานะประธานมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเพียง 1 เสียงเท่ากับคนอื่นๆ

 ดังนั้นเขาจึงต้องทำหน้าที่โน้มน้าวใจกรรมการท่านอื่นให้เห็นชอบด้วย ซึ่งสุดท้ายข้อเสนอของเขาอาจต้องถูกปรับลดสัดส่วนลงเพื่อให้ผ่านมติยอมรับ

3. เรื่องที่ 3 คือการ “ปรับเปลี่ยนดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อ” โดยวอร์ชต้องการให้เฟดเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับ "เงินเฟ้อแบบ Trimmed-mean" ดัชนีที่ตัดกลุ่มราคาสินค้าที่ผันผวนรุนแรงที่สุดออกทั้งหมดแทนการใช้ดัชนี "เงินเฟ้อพื้นฐาน" หรือ Core Inflation ที่ตัดเฉพาะราคาอาหารและพลังงาน เนื่องจากดัชนีแบบ Trimmed-mean มักแสดงค่าที่ต่ำกว่า ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมในการลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ในเชิงสถิติปัจจุบัน ค่าของดัชนีทั้งสองตัวไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วอร์ช มีอำนาจแค่ไหนในการ ‘ลดดอกเบี้ย’

ในส่วนของการดำเนินงานประจำวันอย่างการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น อำนาจของวอร์ชก็ถูกจำกัดเช่นเดียวกัน โดยมติเรื่อง “ดอกเบี้ย” จะต้องได้รับการสนับสนุนจากกรรมการอย่างน้อย 7 จาก 12 คนที่มีสิทธิ์โหวตในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC)

 ทั้งนี้ ก่อนที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลาดทุนเคยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงหลายครั้งในปีนี้ แต่สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันกำลังส่งผลให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจลามไปสู่ปัญหา “เงินเฟ้อ” ตลาดจึงเปลี่ยนมาคาดการณ์ว่า คณะกรรมการ FOMC จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5 ถึง 3.75% ต่อไป

การเมืองใน ‘เฟด’ สู่การคานอำนาจ  ‘ทรัมป์’

การที่ เควิน วอร์ช ก้าวเข้ามาเป็นประธานเฟดคนใหม่ อาจไม่ได้ช่วยให้ โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถสั่งการเฟดได้ง่ายขึ้นอย่างที่คิด เพราะเสียงโหวตในคณะกรรมการ FOMC ยังคงเท่าเดิม

เหตุผลแรกคือ สตีเฟน มิแรน ซึ่งเป็นกรรมการสายลดดอกเบี้ยที่ทรัมป์ชอบอยู่แล้ว ต้องสละเก้าอี้ออกไปเพื่อให้วอร์ชเข้ามาแทน ซึ่งเป็นการสลับคนในฝั่งทรัมป์ด้วยกันเอง 

เหตุผลที่ 2 ที่น่าสนใจมากคือ พาวเวลล์ อดีตประธานเฟด ได้ประกาศเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ว่าหลังจากหมดวาระประธานเฟด เขาจะไม่ลาออก แต่จะยังคงนั่งทำงานต่อในฐานะกรรมการธรรมดา ซึ่งเขาสามารถอยู่ได้ยาวนานจนถึงปี 2028

นอกจากนี้ กรรมการอีก 3 คนที่แต่งตั้งโดย “โจ ไบเดน” ก็ตัดสินใจที่จะกอดเก้าอี้แน่นไม่ยอมลาออกเช่นกัน เพราะกลัวว่าถ้าพวกตนลุกไป ทรัมป์จะส่งคนของตัวเองเข้ามาเสียบแทน

การตัดสินใจอยู่ต่อของพาวเวลล์และกรรมการยุคไบเดน ถือเป็นการแหกกฎและธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะตามปกติแล้ว น้อยคนนักจะยอมอยู่จนครบวาระ และในประวัติศาสตร์ยุคหลังก็ไม่เคยมีอดีตประธานเฟดคนไหนยอมลดตัวลงมานั่งเป็นกรรมการธรรมดาหลังจากหมดวาระประธาน

อดีตเจ้าหน้าที่เฟดรายหนึ่งชี้ว่า ในสถานการณ์ที่ทรัมป์ชอบเข้ามาแทรกแซงแบบนี้ การที่ทุกคนยอมอยู่ต่อถือเป็นเรื่องที่ "สำคัญ" เพื่อเป็นกำแพงปกป้องความมั่นคงขององค์กร