ประธานาธิบดีทรัมป์ ย้ำว่าเขาต้องการให้เควิน วอร์ช ทำหน้าที่นำเฟด อย่างเป็นอิสระ ขณะที่พยายามลดทอนความกังวลของนักลงทุนว่าจะกดดันประธานเฟดคนใหม่ให้ลดดอกเบี้ย
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่าเขาต้องการให้เควิน วอร์ช ทำหน้าที่นำธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างเป็นอิสระ ขณะที่พยายามลดทอนความกังวลของนักลงทุนว่าตนจะกดดันประธานเฟดคนใหม่ในประเด็นนโยบายการเงิน
วอร์ช ซึ่งให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปรับโฉมเฟดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานเฟดคนที่ 17 ในพิธีที่จัดขึ้นที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค. 69)
“ผมอยากให้เควินเป็นอิสระโดยสิ้นเชิง ผมอยากให้เขาเป็นอิสระและแค่ทำงานให้ยอดเยี่ยม อย่ามองมาที่ผม อย่ามองที่ใครทั้งนั้น แค่ทำในแบบของตัวเองและทำให้ดีเยี่ยม” ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีสาบานตน
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดยังมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกวอร์ชเป็นประธานคณะกรรมการด้วย เฟดระบุในแถลงการณ์
วอร์ชเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจและเฟดกำลังเผชิญความตึงเครียด แรงกดดันด้านราคากลับมาเร่งตัวขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่ออุปทานพลังงาน นักลงทุนขณะนี้คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคม หลังข้อมูลเมื่อวันศุกร์ชี้ว่า เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวของผู้บริโภคดีดขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเจ็ดเดือน
ตัดสินใจได้ดี แต่พวกเขาจะรับฟังเควินทุกย่างก้าว” ทรัมป์กล่าว อย่างไรก็ดี ฉากหลังของเงินเฟ้อที่ไม่ยอมลดลงและแรงกดดันทางการเมือง ทำให้บรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์กังวลว่าความเป็นอิสระของเฟดอาจถูกคุกคาม ในการไต่สวนรับรองตำแหน่ง วอร์ชให้คำมั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ แม้เขาจะวิจารณ์เฟดว่ามี “ภารกิจขยายตัวเกินกรอบ” และตอบสนองต่อเงินเฟ้อหลังโควิดได้ไม่ดีพอก็ตาม
พันธมิตรบางส่วนของประธานาธิบดีต้องการช่วยให้วอร์ชไม่ซ้ำรอยชะตากรรมของประธานเฟดคนก่อน เจอโรม พาวเวลล์ ผู้ซึ่งกลายเป็น “กระสอบทราย” ที่ทรัมป์โจมตีอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เจ้าหน้าที่ที่ใส่ใจกับความผันผวนของตลาดและเข้าใจความสำคัญของความเป็นอิสระของเฟดต่อผู้เล่นในตลาดพันธบัตร อย่างเช่น รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ และแลร์รี คัดโลว์ แห่ง Fox Business ต่างออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงสนับสนุนว่า วอร์ชมีพื้นที่ที่จะ “ตรึงดอกเบี้ย” ไว้ช่วงหนึ่ง
มีการส่งสัญญาณทำนองเดียวกันผ่านช่องทางไม่เป็นทางการด้วย ตามข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง และดูเหมือนว่าความพยายามดังกล่าวเริ่มเห็นผลในระดับหนึ่งอย่างน้อยในตอนนี้
ตลอดปีที่ผ่านมา เฟดถูกทรัมป์โจมตีอย่างหนักว่าปรับลดดอกเบี้ยไม่เร็วพอ และระหว่างพิธีดังกล่าว ทรัมป์ตำหนิเฟดว่า “ไขว้เขว” จากพันธกิจหลักของตน ด้วยการให้ความสำคัญกับประเด็นที่ห่างไกลจากภารกิจหลัก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลาย แต่เขาหลีกเลี่ยงไม่วิจารณ์การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดยตรง
“เควินจะปกป้องความเป็นอิสระของเฟด พวกเขาจะตัดสินใจกันเอง และหวังว่าจะ
ทรัมป์บอกเฟดอย่าขวางทาง
ขณะเดียวกัน แม้ทรัมป์จะประกาศชัดว่าอยากให้วอร์ชทำงานอย่างเป็นอิสระ เขาก็แฝงข้อความกระตุ้นว่าไม่อยากให้เฟด “ขวางทาง” เมื่อเศรษฐกิจกำลังขยายตัวแรง “ต่างจากบรรดาอดีตประธานเฟดบางคน เควินเข้าใจว่าเมื่อเศรษฐกิจกำลังบูม นั่นเป็นเรื่องดี” ทรัมป์กล่าว “เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรสุดโต่ง แค่ปล่อยให้มันบูม เราอยากให้มันบูม”
บุคคลสำคัญที่มาร่วมในพิธีเมื่อวันศุกร์ยังสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ของวอร์ชกับขบวนการอนุรักษนิยมด้วย
ผู้พิพากษาคลาเรนซ์ โธมัส หนึ่งในตุลาการศาลฎีกาที่มีแนวคิดขวาจัดมากที่สุด เป็นผู้ทำพิธีสาบานตนให้วอร์ช ศาลฎีกากำลังพิจารณาคดีที่ท้าทายความพยายามของทรัมป์ในการปลดลิซา คุก ออกจากตำแหน่งกรรมการเฟด
ในคำกล่าวของตน วอร์ชยังกล่าวถึงช่วงเวลาที่เคยทำงานร่วมกับผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานอห์ (ซึ่งมาร่วมงานด้วย) ในทำเนียบขาวสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช โดยเขากล่าวกับทรัมป์ว่า “เรานับว่าตัวเองโชคดีและสำนึกในบุญคุณที่ได้ทำงานรับใช้ประเทศที่เรารัก และได้ทำสิ่งนั้นในอาคารของท่านครับ”
วอร์ชไม่ใช่ประธานเฟดคนแรกที่เข้าพิธีสาบานตนต่อหน้า “ประธานาธิบดี” โดยตรง จอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยไปร่วมพิธีสาบานตนของเบน เบอร์แนนกี ในปี 2006 ที่สำนักงานใหญ่เฟด ขณะที่โรนัลด์ เรแกน ก็จัดพิธีของอลัน กรีนสแปน ที่ทำเนียบขาวในปี 1987
วุฒิสภาสหรัฐ ให้สัตยาบันรับรองวอร์ชในตำแหน่งประธานเฟดด้วยคะแนนเสียง 54 ต่อ 45 เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็น “ชัยชนะฉิวเฉียด” ที่สุดสำหรับการยืนยันตำแหน่งประธานเฟด สะท้อนความแตกแยกทางการเมืองในสภาคองเกรส และความกังวลของฝ่ายเดโมแครตว่าวอร์ชอาจเปิดรับแรงกดดันของทรัมป์เรื่องดอกเบี้ย
วอร์ชซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่เฟดที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ให้คำมั่นว่าจะขายสินทรัพย์บางส่วนก่อนเข้ารับตำแหน่ง เอกสารจากสำนักงานจริยธรรมภาครัฐของสหรัฐ ที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์ระบุว่าเขาได้ขายทรัพย์สินส่วนใหญ่แล้ว แม้ยังไม่ชัดเจนว่าขายหมดตามที่ประกาศหรือไม่ เนื่องจากเอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดทั้งหมด
- เปลี่ยนแนวนโยบาย
วอร์ชให้คำมั่นว่าจะนำ “การเปลี่ยนระบอบ” มาสู่เฟด รวมถึงการลดขนาดงบดุลมูลค่า 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ การจัดทำกรอบใหม่สำหรับวิเคราะห์เงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแนวทางสื่อสารของเฟดกับสาธารณชน
หลังสาบานตน วอร์ชกล่าวว่า เป็นไปได้ที่จะสร้าง “ความมั่งคั่งที่ไม่มีใครเทียบได้” เพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพของชาวอเมริกันในทุกชนชั้น
“พันธกิจของเฟดคือการส่งเสริมเสถียรภาพของราคาและการจ้างงานสูงสุด” เขากล่าว “เมื่อเราขับเคลื่อนเป้าหมายเหล่านี้ด้วยสติปัญญาและความชัดเจน ด้วยความเป็นอิสระและความมุ่งมั่น เงินเฟ้อก็จะต่ำลง การเติบโตจะแข็งแกร่งขึ้น และรายได้จริงหลังหักค่าครองชีพของประชาชนจะสูงขึ้น”
อย่างไรก็ดี วอร์ชต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ด้านนโยบายในทันที ก่อนที่จะได้รับเสนอชื่อเป็นประธานเฟด เขาเคยอธิบายเหตุผลว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยจึงอาจอยู่ในระดับที่ “ต่ำได้มากกว่านี้” แต่เจ้าหน้าที่เฟดในปัจจุบันแทบไม่มีใครอยากพูดถึงการลดดอกเบี้ยในระยะสั้น ท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้อ ยังไม่อยู่ในกรอบที่ควรเป็น
เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในเดือนเมษายนด้วยอัตราเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023
ผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีมติ “ตรึงดอกเบี้ย” ไว้เมื่อเดือนที่แล้วในกรอบ 3.5% -3.75% บันทึกการประชุมเผยให้เห็นว่า กรรมการส่วนใหญ่เตือนว่า เฟดอาจจำเป็นต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังเคลื่อนไหวเหนือเป้าหมาย 2% อย่างต่อเนื่อง
คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กรรมการเฟดซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำหนดนโยบายที่ทรงอิทธิพลที่สุด กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ตอนนี้เขามองว่าความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย “พอ ๆ กัน” กับการลดดอกเบี้ย การประชุม FOMC ครั้งต่อไปจะมีขึ้นวันที่ 16–17 มิถุนายน ที่กรุงวอชิงตัน
การเปลี่ยนผ่านผู้นำในเฟดยังมีความพิเศษอีกประการหนึ่ง เนื่องจากพาวเวลล์ตัดสินใจ “อยู่ต่อ” ในคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ซึ่งต่างจากประธานเฟดส่วนใหญ่ในอดีตที่มักพ้นจากตำแหน่งทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดวาระประธาน โดยตามกฎหมายแล้ว วาระกรรมการของเขายังยาวไปจนถึงเดือนมกราคม 2028
พาวเวลล์ระบุว่า การถูกคุกคามทางกฎหมายต่อทั้งตัวเขาและเฟด ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอยู่ต่อ ประธานเฟดคนก่อนหน้า ที่ทำเช่นเดียวกันคือ มาร์ริเนอร์ เอคเคิลส์ ซึ่งยังอยู่ในคณะกรรมการกำหนดนโยบายต่อไปจนถึงปี 1951 หลังหมดวาระประธานเฟดในปี 1948
กระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลทรัมป์เคยเปิดการสอบสวนคดีอาญาเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่เฟดในกรุงวอชิงตัน มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้การให้สัตยาบันวอร์ชล่าช้าออกไป ก่อนที่อัยการสหรัฐ จีนีน พีร์โร จะประกาศยุติคดีดังกล่าว
พาวเวลล์ย้ำว่า เขาอยู่ต่อเพราะต้องการปกป้องความเป็นอิสระของเฟดจากการแทรกแซงทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อบ่อนเซาะหรือขัดแข้งขัดขาวอร์ชแต่อย่างใด

