วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ทีมชาติพยุงหุ้น' จ่อหั่น ETF หุ้นจีน 90% ขายแล้ว 5.5 ล้านล้าน ระยะสั้นอาจกระทบตลาด

'ทีมชาติพยุงหุ้น' จ่อหั่น ETF หุ้นจีน 90% ขายแล้ว 5.5 ล้านล้าน ระยะสั้นอาจกระทบตลาด

ข้อมูลเชิงวิเคราะห์จากบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ระบุว่า "ทีมชาติพยุงหุ้นจีน" หรือกลุ่มนักลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ มีแนวโน้มลดการถือครองกองทุน ETF ที่อ้างอิงหุ้นจีนลงราว 90% ภายในครึ่งปีแรกของปี 2026 นี้ 

กลุ่มนักลงทุนดังกล่าวซึ่งนำโดยบริษัทลูกของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีน ได้ขาย ETF ประเภทนี้ออกไปแล้วราว 1.7 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 คิดเป็นประมาณ 75% ของการถือครองทั้งหมด โดยในจำนวนนี้เป็นการขายราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.

รีเบคกา ซิน นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ระบุว่า การขายออกทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ แต่คาดว่าจะเห็นการลดสัดส่วนถือครองลงราว 90% เพื่อให้พอร์ตต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

“พวกเขาไม่ต้องการให้ชื่อไปปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถือหุ้นของรายงานครึ่งปีแรก เพราะกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยการเคลื่อนไหวของตน” ซินกล่าว

'ทีมชาติพยุงหุ้นจีน' คืออะไร

ตลาดหุ้นจีนเคยเผชิญวิกฤติร่วงหนักมากเมื่อปี 2015 หลังฟองสบู่แตก ดัชนีเซี่ยงไฮ้ทรุดเกือบ 40% ภายในไม่กี่เดือน รัฐบาลจีนจึงระดม “กองทุนและสถาบันการเงินของรัฐ” เข้าซื้อหุ้นเพื่อหยุดแรงขาย ช่วงนั้นเองที่ตลาดเริ่มเรียกกลุ่มนี้ว่า “National Team” หรือ “ทีมชาติ” และมักจะมีบทบาทในการเข้าพยุงตลาดหุ้นเมื่อมีปัญหาหลังจากนั้นมา

กระแสการขายอีทีเอฟหุ้นจีนจากรายใหญ่อย่าง "Central Huijin Investment Ltd." และสมาชิกอื่นๆ ของ “ทีมชาติ” สะท้อนความพยายามอย่างต่อเนื่องในการ "ลดความร้อนแรงของตลาด" ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 โดยดัชนีอ้างอิงดังกล่าวปรับตัวขึ้น 4.5% ในปีนี้ เทียบกับการเพิ่มขึ้น 18% ของดัชนี MSCI Asia Pacific ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นแรง โดย ChiNext Index ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นเดือนพ.ค. นี้

“ทีมชาติ” ได้ลดสัดส่วนถือครองใน ETF ขนาดใหญ่หลายกองของประเทศในไตรมาสแรก โดยลดสัดส่วนลงต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ที่ต้องเปิดเผยในรายงานรายประจำไตรมาส จากการวิเคราะห์พบว่า CSI 300 ยังเป็นดัชนีหลักเพียงตัวเดียวที่ทีมชาติยังถือครองในระดับที่มีนัยสำคัญ ทำให้การทยอยลดพอร์ตใช้เวลานานกว่า

สำหรับรายงานรอบครึ่งปี ผู้ถือหน่วยลงทุนรายใหญ่ 10 อันดับแรกจะต้องถูกเปิดเผยข้อมูล

จังหวะขายทำกำไร

การขายดังกล่าวทำให้กองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมีกำไรแล้วราว 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และหากลดสัดส่วนต่อจนเหลือเพียง 10% ของพอร์ตเดิม ตัวเลขกำไรอาจเพิ่มเป็นประมาณ 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าการแทรกแซงตลาดครั้งนี้ “ประสบความสำเร็จและสร้างผลกำไรสูงมาก”

แรงขายใน ETF ของทีมชาติยังดำเนินต่อในวันพฤหัสบดี โดย "Huatai PineBridge CSI 300 Index ETF" มีเงินไหลออกสูงสุด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าการที่ทีมชาติทยอยลดสัดส่วนถือครอง ETF อาจเป็น "ปัจจัยบวกระยะยาว" เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่จะมีแรงขายเพิ่มเติมในอนาคต

ขณะเดียวกัน แรงขายของทีมชาติก็ถูกชดเชยด้วยการเข้าซื้อจากนักลงทุนกลุ่มอื่น จำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่ของนักลงทุนรายย่อย และการเพิ่มขึ้นของเงินฝากในสถาบันการเงินนอกภาคธนาคารที่เร็วกว่าปกติ กำลังช่วยพยุงตลาดโดยรวม นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิหุ้นจีนในเดือนที่แล้ว 

เอริน จาง นักกลยุทธ์หุ้นจีนของ JPMorgan Chase & Co. ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “แม้จะมีการถอน ETF แต่ตัวชี้วัดตลาดโดยรวมยังแข็งแกร่งมาก และยังไม่เห็นผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพคล่องโดยรวม”

“นั่นถือเป็นสัญญาณบวก เพราะสะท้อนว่าความแข็งแกร่งของตลาดกำลังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานตามธรรมชาติและยั่งยืน แม้นักลงทุนบางส่วนจะเริ่มอยากขายทำกำไรแล้วก็ตาม”


ที่มา: Bloomberg