เจรจาลงตัวเลิกประท้วง 'ซัมซุง' ตกลงแจกโบนัสเฉลี่ยคนละ 11 ล้านบาท ให้พนักงานฝ่ายชิปเซมิคอนดักเตอร์ รับอานิสงส์ 'AI บูม' ดันหุ้นพุ่งทะยาน พามูลค่าบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์
หลังจากที่ประท้วงมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่เม.ย. และมีแผนจะหยุดงานสไตรค์ยาว 18 วัน ในที่สุดสหภาพแรงงานบริษัท "ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์" (Samsung Electronics) แชโบลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ ก็มีท่าทีว่าจะจบลงด้วยดี หลังบริษัทตกลงที่จะจ่ายเงินโบนัสก้อนงามให้เหมาะสมกับที่ "ยุค AI" ดันกำไรพุ่งอย่างมหาศาล
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ซัมซุงอาจจ่ายโบนัสให้พนักงานในฝ่ายธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์รวมแล้วมากถึงราว "40 ล้านล้านวอน" (ราว 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์) หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ "8.67 แสนล้านบาท" สำหรับปีนี้ หลังจากที่บริษัทบรรลุข้อตกลงได้ในนาทีสุดท้ายกับสหภาพแรงงานฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการนัดหยุดงานยาวที่เดิมมีแผนจะเริ่มขึ้นในวันที่ 21 พ.ค. นี้
ซัมซุงมีพนักงานในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 78,000 คน โดยพนักงานแต่ละแผนกจะได้รับโบนัสแตกต่างกันออกไป แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ราว 513 ล้านวอนต่อคน หรือประมาณ 340,000 ดอลลาร์ (ราว 11 ล้านบาท) ตามการคำนวณของบลูมเบิร์ก จากเงื่อนไขโบนัสที่เสนอและประมาณการกำไรจากการดำเนินงานปี 2026
ก่อนหน้านี้ พนักงานซัมซุงได้โบนัสกันเฉลี่ยประมาณ 158 ล้านวอนต่อคน (ราว 3.4 ล้านบาท) ในปี 2025 จากข้อมูลในเอกสารของบริษัทที่เผยแพร่เมื่อเดือนมี.ค.
ขณะที่สำนักข่าวยอนฮับประเมินว่า พนักงานในธุรกิจหน่วยความจำ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อาจได้รับโบนัสรายบุคคลสูงถึงราว 600 ล้านวอน อย่างไรก็ตาม ซัมซุงไม่ได้เปิดเผยจำนวนพนักงานในแต่ละหน่วยธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์อย่างละเอียด
มาตรฐานใหม่ของโบนัสในยุค AI?
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก "เอสเค ไฮนิกซ์" (SK Hynix) คู่แข่งสำคัญในธุรกิจชิปหน่วยความจำภายใต้อาณาจักรแชโบล SK Group ตกลงจ่ายโบนัสให้พนักงานในปีที่แล้วเช่นกัน โดยโบนัสจริงของซัมซุงจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการและอุปสงค์ชิปในตลาดเป็นหลัก
ภายใต้ข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งยังต้องได้รับการอนุมัติจากสมาชิกสหภาพแรงงานก่อน ซัมซุงตกลงจ่ายโบนัสในรูปแบบของ "หุ้น" คิดเป็น 10.5% ของกำไร และจ่ายเพิ่มอีก 1.5% ในรูปของ "เงินสด"
โบนัสชุดนี้คาดว่าจะเริ่มจ่ายได้ในช่วงต้นปี 2027 โดยพนักงานสามารถขายหุ้นได้ทันที 1 ใน 3 ส่วนที่เหลือจะทยอยขายได้ภายใน 2 ปีถัดไป
โครงการโบนัสใหม่นี้จะดำเนินต่อเนื่องไปทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ตราบใดที่บริษัทสามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมาย โดยนักวิเคราะห์คาดว่า กำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงในปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 7 เท่า สู่ระดับราว 333 ล้านล้านวอน (7.2 ล้านล้านบาท)
โบนัสก้อนมหาศาลดังกล่าวสะท้อน "ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" ที่เพิ่มขึ้นของ "แรงงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" โดย Samsung และ SK Hynix รวมถึง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC กลายเป็นเสาหลักสำคัญของการขยายตัวด้าน AI ทั่วโลก ผ่านการผลิตชิปและชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งแต่แคลิฟอร์เนียไปจนถึงตะวันออกกลาง
“ขณะนี้ Samsung Electronics และ SK Hynix กำลังแข่งขันกันดึงดูดบุคลากรระดับโลก ดังนั้นแพ็กเกจค่าตอบแทนที่แข่งขันได้จึงถือว่าสมเหตุสมผล” บอมกี ซอน นักเศรษฐศาสตร์ของบาร์เคลย์ส กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการตึงตัวของตลาดแรงงานเกาหลีใต้อาจทำให้แพ็กเกจลักษณะนี้กลายเป็น “ออปชั่นฟรีๆ สำหรับแรงงาน” ซึ่งหมายถึงพนักงานยังได้รับการคุ้มครองในช่วงขาลง และได้รับผลตอบแทนสูงในช่วงวัฏจักรขาขึ้น
กระแส AI ยังผลักดันความมั่งคั่งของตระกูล "อี" (Lee) แห่งอาณาจักรซัมซุงให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยประธานคนปัจจุบัน อี แจ ยอง (Jay Y. Lee) ได้ขึ้นเป็นบุคคลที่ "รวยที่สุดของเกาหลีใต้" ไปแล้วด้วยทรัพย์สินราว 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ความมั่งคั่งรวมของตระกูลอี ซึ่งเป็นตระกูลที่ร่ำรวยอันดับ 3 ของเอเชีย เพิ่มขึ้นสู่ระดับราว 4.55 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ เดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การได้เข้าทำงานที่ Samsung หรือ SK Hynix ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของนักเรียนเกาหลีใต้ ซึ่งต้องเผชิญการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อคว้าอาชีพที่มั่นคงและมีเกียรติ
และโบนัสมหาศาลที่กำลังไหลเข้าสู่พนักงานในวันนี้ ถูกชาวเกาหลีใต้จำนวนมากมองว่าเป็น "การพิสูจน์คุณค่าของระบบดังกล่าว" ท่ามกลางแรงหนุนจากกระแส AI โลก ที่ทำให้ทั้งช่างเทคนิคและคนงานโรงงานที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้ ได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลเช่นกัน
ที่มา: Bloomberg

