สื่อญี่ปุ่นอย่างนิกเกอิ เอเชีย รายงานสถานการณ์ของ “พนักงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย” ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ลดจำนวนชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในประเทศไทยลงอย่างมาก เพื่อพยายามรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของตนเองในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากมากขึ้น ท่ามกลาง “อิทธิพลของจีน” ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่า และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ในขณะที่คาดว่าบริษัทญี่ปุ่นจะยังคงลดจำนวนพนักงานชาวญี่ปุ่นในไทยต่อไป นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ในเรื่องการหันมาใช้บุคลากรท้องถิ่น โดยเฉพาะการจ่ายค่าตอบแทน หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง
“บริษัทญี่ปุ่นกำลังลดจำนวนพนักงานชาวต่างชาติลง เป้าหมายหลักๆ คือ เพื่อผลักดันการใช้ผู้บริหารท้องถิ่น และเพิ่มประสิทธิภาพผลประกอบการ” ยู ทาเคฮิสะ เลขานุการหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ กล่าว
คัตสึฮิโระ แจ็ค นากามูระ ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของ Asian Identity บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารระดับภูมิภาคในกรุงเทพฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจมา 12 ปี กล่าวว่า “เรื่องนี้มาจากนโยบายที่ชัดเจนของสำนักงานใหญ่บริษัทญี่ปุ่น ที่ต้องการลดจำนวนเอ็กซ์แพทเพื่อลดต้นทุน” และยังมีอีกเป้าหมายหนึ่งคือ ต้องการผลักดันการใช้บุคลากรท้องถิ่นในองค์กรให้มากขึ้น
ผู้สังเกตการณ์ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า การเรียกพนักงานกลับประเทศยังเกิดจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์ในญี่ปุ่นเอง เนื่องจากจำนวนประชากรที่ลดลง พร้อมระบุว่า "บริษัทญี่ปุ่นในไทยยังลดจำนวนพนักงานต่างชาติลงได้อีก”
จากข้อมูลกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่า จำนวนชาวญี่ปุ่นในไทยลดลงไปแล้วถึงราว 15% นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 จนเหลือเพียงประมาณ 70,000 คนในปัจจุบัน
“ถ้ามองในมุมบวก อาจกล่าวได้ว่าบริษัทญี่ปุ่นกำลังหันมาใช้แรงงานท้องถิ่นมากขึ้น และเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับตำแหน่งงานที่เดิมเคยเป็นของชาวญี่ปุ่น” ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว
“แต่ถ้ามองในมุมลบ เรื่องนี้สะท้อนว่าไม่มีการลงทุนใหม่จากญี่ปุ่นเข้ามา” ศ.ดร.ภวิดา กล่าว “การลงทุนจาก ‘จีน’ เข้ามาแทนที่ในแง่กระแสเงินลงทุนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรารู้ว่าจีนกำลังรุกหนัก ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังถอยออกไป”
อิทธิพลจีนเริ่มเข้ามาแทนที่
นากามูระ กล่าวว่า “ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนเข้ามารุกตลาดอย่างหนัก โดยรวมแล้วค่ายรถญี่ปุ่นสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในไทยไปถึงราว 10-15%”
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นครองสัดส่วนมากถึงราว 40% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้บริหารต่างชาติระดับสูง นับเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการมีส่วนร่วมทางธุรกิจจากต่างชาติในไทย และในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูง ญี่ปุ่นถือครองใบอนุญาตประเภทนี้มากที่สุดเสมอ
ข้อมูลของกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน พบว่า จำนวนใบอนุญาตทำงานของชาวญี่ปุ่นเคยพุ่งแตะจุดสูงสุดในปี 2015 ที่ 36,622 ใบ ก่อนลดลงต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนเหลือเพียง 21,898 ใบในปีที่แล้ว หรือลดลงมากถึงราว 40%
จากข้อมูลยังพบว่า “จีน” ได้แซงหน้าญี่ปุ่นในเรื่องจำนวนใบอนุญาตทำงานไปแล้วตั้งแต่ปี 2023 และจนถึงเดือนส.ค. ปีที่แล้ว จำนวนใบอนุญาตทำงานของชาวจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 53,000 ใบ
โรงเรียน-สนามกอล์ฟ ก็กระทบด้วย
การลดจำนวนพนักงานญี่ปุ่นในไทย ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงอีกหลายภาคธุรกิจด้วย ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงสนามกอล์ฟ
การเข้ามาทำงานในไทยของชาวญี่ปุ่นมักจะมากันทั้งครอบครัว ทำให้เกิดการก่อตั้งโรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ในปี 1958 ที่มีวิทยาเขตหลักในกรุงเทพฯ และอีกแห่งที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในปี 2009 เพื่อรองรับครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในโรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายฝั่งตะวันออก โดยโรงเรียนทั้งสองแห่งรับเฉพาะนักเรียนญี่ปุ่นเท่านั้น
แต่สถานการณ์ที่เอ็กซ์แพทชาวญี่ปุ่นกำลังลดลงต่อเนื่องเช่นนี้ ยิ่งทำให้จำนวนนักเรียนลดลงหนักกว่าเดิม โรงเรียนไทย-ญี่ปุ่น กรุงเทพฯ เคยมีนักเรียนสูงสุดราว 3,000 คนในปี 2013 แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 2,038 คนในปี 2025 ส่วนที่วิทยาเขตศรีราชามีนักเรียนประมาณ 400 คนในเดือนเม.ย.2025 ลดลงจากประมาณ 500 คนในปี 2019
สนามกอล์ฟ บางพระ อินเตอร์เนชั่นแนล กอล์ฟคลับ เคยเป็นศูนย์กลางกิจกรรมสันทนาการของชาวญี่ปุ่น ภายใต้การบริหารของญี่ปุ่นจนถึงเมื่อ 8 ปีก่อน แต่ปัจจุบันบริหารโดยคนไทย และมีจำนวนนักกอล์ฟ “เกาหลีใต้” มากกว่าชาวญี่ปุ่นถึงกว่า 4 เท่าไปแล้ว
นากามูระจากบริษัท Asian Identity ซึ่งมีลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่หลายราย รวมถึง Honda, Panasonic Automotive, Asahi Kasei, Denso และ JETRO มองว่า ปัจจุบันบริษัทเห็นโอกาสขยายธุรกิจครั้งใหญ่ใน “เวียดนาม” และ “อินเดีย” ซึ่งเขาคาดว่าจะเปิดสำนักงานแห่งที่สองภายในปีนี้
จ้างคนไทยถูกกว่าคู่แข่งจีน-เกาหลีใต้
ในมุมมองของนากามูระ เขาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า บริษัทญี่ปุ่น “ล้มเหลว” ในการแข่งขันกับคู่แข่งจากจีน และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในด้านค่าตอบแทนพนักงานคนไทย
“บทบาทของบริษัทญี่ปุ่นในไทยที่ลดลง เกิดจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน เช่น เงินเยนอ่อนค่า ความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และการเติบโตอย่างรวดเร็วของคู่แข่งจีน รวมถึงปัจจัยภายใน เช่น ระบบค่าตอบแทน และการบริหารผลงานที่ยังไม่พัฒนา และความล่าช้าในการสร้างบุคลากรท้องถิ่น”
หากเทียบระดับเงินเดือนของพนักงานไทยในบริษัทญี่ปุ่นจะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ต่ำกว่าบริษัทคู่แข่งต่างชาติถึงราว 20-30%
“ตอนที่ BYD เข้ามาตั้งโรงงานใหม่ในไทย ได้พยายามอย่างหนักในการดึงวิศวกรและผู้จัดการฝ่ายผลิตที่มีความสามารถจาก Mitsubishi และ Suzuki” นากามูระ กล่าว และสุดท้ายซูซูกิก็ตัดสินใจปิดโรงงาน
ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นในไทยราว 6,000 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 200 แห่งระหว่างปี 2020-2024 เนื่องจากบริษัทที่ให้บริการขนาดเล็กในภาคการท่องเที่ยว และร้านอาหารเข้ามาแทนที่บริษัทขนาดใหญ่ที่ถอนตัวออกไป
ส่วนหอการค้าญี่ปุ่นในไทยซึ่งเริ่มก่อตั้งในปี 1954 ด้วยบริษัทที่เป็นสมาชิกเพียง 30 แห่ง ได้ขยายตัวจนแตะระดับสูงสุด 1,772 แห่ง เมื่อปี 2019 แต่ปัจจุบันลดลงอยู่ที่ประมาณ 1,680 แห่ง ทว่าก็ยังมีขนาดใหญ่กว่าหอการค้าอเมริกันที่ก่อตั้งหลังจากนั้นสองปี เกือบ 3 เท่า
ขณะที่บริษัทสหรัฐอยู่ในภาวะชะลอตัวเล็กน้อยตั้งแต่ปี 2015 โดยปีที่แล้ว บริษัทอเมริกันได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยต่ำกว่า 6,500 ใบ และปีนี้อาจถูก “ไต้หวัน” แซงหน้า หลังจากไต้หวันส่งพนักงานต่างชาติเข้าไทยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2010 โดยปีที่แล้วได้รับใบอนุญาตมากกว่า 6,000 ใบ ซึ่งยิ่งตอกย้ำอิทธิพลทางธุรกิจของทั้งคนจีนแผ่นดินใหญ่ และจีนไต้หวันในไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

