วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เตือนโลกเทขายพันธบัตร ซ้ำเติมเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบาง

เตือนโลกเทขายพันธบัตร ซ้ำเติมเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบาง

นักวิเคราะห์เตือนแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลก เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 3 ชาติเอเชียที่เปราะบางอยู่แล้ว ถอดบทเรียนจากอดีต 'วิกฤติต้มยำกุ้ง-Taper Tantrum' เอเชียต้องตั้งรับให้ดี

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แรงเทขายพันธบัตรทั่วโลกอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางที่สุด 3 แห่งของเอเชีย คือ "อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย" ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้อาจต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น แม้จะเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตราคาน้ำมันอยู่แล้วก็ตาม

อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย กำลังเผชิญทั้งภาวะเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่อ่อนค่าหนักอยู่แล้ว หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ และขณะนี้ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรโลกก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นไปอีก

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้นทำให้ "ค่าเงินดอลลาร์" แข็งค่า และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากเอเชีย ซึ่งเพิ่มภาระการชำระหนี้ในสกุลดอลลาร์ และกดดันให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงินและเพิ่มความน่าสนใจของตราสารหนี้ท้องถิ่น แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะมีแนวโน้มอ่อนแอลงก็ตาม ทำให้ผู้กำหนดนโยบายตกอยู่ในภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"
 

“การเติบโตของหลายประเทศในภูมิภาคมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากว่าจะรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอย่างไร” เฟรเดอริก นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว “สถานการณ์อาจยิ่งยากขึ้นอีก เรายังไม่พ้นช่วงอันตราย”

ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและความกังวลด้านเงินเฟ้อ ได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งทะลุ 5% และเข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยนอกจาก "เงินหยวน" ของจีนแล้ว ค่าเงินเอเชียหลักๆ ทั้งหมดต่างอ่อนค่าลงนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น โดยเปโซฟิลิปปินส์ รูปีอินเดีย และรูเปียห์อินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาค

ตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในวันพุธที่ 20 พ.ค. นี้ หลังเร่งเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งอ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดใหม่ 

ส่วนในฟิลิปปินส์ บรรดานักค้าและนักเศรษฐศาสตร์เริ่มคุยถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ยขนานใหญ่ หรือขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หากแรงกดดันต่อค่าเงินเปโซรุนแรงขึ้นอีก ขณะที่อินเดียนั้นใช้การแทรกแซงค่าเงินและมาตรการจำกัดการนำเข้าทองคำและเงิน 

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า มาตรการลักษณะเดียวกันนี้อาจแพร่กระจายไปยัง "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" โดยเฉพาะหากราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

บลูมเบิร์กระบุว่า ความเสี่ยงยิ่งรุนแรงเป็นพิเศษสำหรับตลาดเกิดใหม่เอเชีย เพราะ "ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา" แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด เมื่อสภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น

ในช่วงวิกฤติการเงินเอเชียปี 1997-1998 หรือ "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เผชิญวิกฤติการณ์ค่าเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศหายไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อความสามารถของประเทศเหล่านั้น ในการปกป้องค่าเงินและการหาเงินทุนมาแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก่อนที่วิกฤติดังกล่าวนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง เงินเฟ้อพุ่งสูง และความปั่นป่วนทางการเมือง

ขณะที่เหตุการณ์ “Taper Tantrum” ในปี 2013 ซึ่งเกิดจากสัญญาณว่าเฟดจะเริ่มลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลด QE) ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างหนัก หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งสูง โดยอินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในครั้งนั้น

ส่วนในรอบนี้ ธนาคารกลางในภูมิภาคต่างเร่งแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ค่าเงินก็ยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

ซานเจย์ มาธูร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียของธนาคาร ANZ ระบุในบันทึกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “การแทรกแซงค่าเงินในระดับนี้จะยิ่งยากต่อการพยุงไว้ เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศถูกใช้ไปมากแล้ว ขณะที่แรงกดดันจากราคาพลังงานยังไม่ลดลง”  และคาดว่าอินเดียกับอินโดนีเซียจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 1.9% และ 1.1% ของจีดีพีในปีนี้ ขณะที่ฟิลิปปินส์จะขาดดุลถึง 4%

“บทเรียนจาก Taper Tantrum และวิกฤติต้มยำกุ้งคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงสามารถพุ่งขึ้นได้รวดเร็วมาก และทุนสำรองที่ดูเหมือนจะเพียงพอ อาจลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน” ร็อบ ซับบารามัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ โฮลดิงส์ กล่าว

“ค่าครองชีพที่สูงขึ้นสามารถนำไปสู่ความไม่พอใจทางการเมืองมากขึ้น เพราะประชาชนมักจะโทษรัฐบาล”