สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายฝ่ายว่า แรงเทขายล่าสุดในตลาดพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งกระทบไปถึงพันธบัตรทั่วโลก อาจยังจะยังไม่จบลงง่ายๆ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย และพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนไป ทำให้คาดว่าจะกดดันราคาพันธบัตร และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ให้สูงขึ้นต่อในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากมองว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ที่ระดับ 4.5% เป็นจุดน่าสนใจพอแล้วที่จะเข้าซื้อ แต่เมื่อยีลด์พุ่งทะลุระดับดังกล่าว นักลงทุนก็เริ่มปรับมุมมองว่าจุดที่แรงซื้อจะกลับมาอีกครั้งอาจอยู่สูงกว่านั้น
“คำถามต่อจากนี้คือ นักลงทุนจะกล้าซื้อจริงหรือไม่ ผมเชื่อว่าแรงเทขายนี้จะยังดำเนินต่อไป” พาดริก การ์วีย์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและตราสารหนี้โลกของธนาคารไอเอ็นจี กล่าว
“เราน่าจะเห็นยีลด์ขึ้นไปแตะ 4.75% ในรอบถัดไป” เขากล่าวพร้อมชี้ถึงปัจจัยพื้นฐานหลายด้านที่ยังคงหนุนแรงขาย โดยล่าสุดบอนด์ยีลด์ 10 ปี ขึ้นไปอยู่ที่ 4.62%
ผลสำรวจของธนาคาร Bank of America ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารพบว่า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก 62% คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 30 ปี จะพุ่งแตะระดับ 6% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 1999 และสูงกว่าระดับปัจจุบันราว 86 จุดเปอร์เซนต์
การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะ "ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น" ส่งผลกระทบทั้งต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค
ปัจจัยหลักของแรงเทขายพันธบัตรสหรัฐที่กระทบไปถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกด้วยยังคงเป็น “เงินเฟ้อ” โดยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตล่าสุดออกมาสูงกว่าคาดการณ์ ตอกย้ำมุมมองว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่ชะลอลงเร็วอย่างที่ตลาดเคยคาดหวังเอาไว้ และคาดว่าตัวเลขล่าสุดในเดือนพ.ค. จะยังไม่ลดลงเช่นกัน นักลงทุนจึงมองว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป
หากนักลงทุนในตลาดพันธบัตรเชื่อว่าเงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับสูง หรือแม้แต่เร่งตัวขึ้น พวกเขาก็จะเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยกำลังซื้อที่ลดลง
อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (breakeven inflation rate) ของพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับ 2.507% เมื่อวันศุกร์ ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยตัวเลขดังกล่าวส่วนหนึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความสามารถของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการควบคุมเงินเฟ้อในระยะยาว
การ์วีย์เตือนว่า อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ปรับขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยไปสู่ระดับราว 2.6 - 2.7% ก็อาจผลักดันบอนด์ยีลด์ให้พุ่งขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจขยับขึ้นอีก 10, 20 หรือ 30 จุดเปอร์เซนต์ได้อย่างง่ายดาย
สิ่งนี้สะท้อนว่า "ตลาดอาจยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอย่างเต็มที่" ขณะนี้นักลงทุนเริ่มพิจารณาความเป็นไปได้ที่ "เฟด" อาจคงดอกเบี้ยไว้นานกว่าคาด หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากเงินเฟ้อไม่ชะลอลง
เมื่อแนวคิดเรื่อง “การลดดอกเบี้ย” เริ่มถูกตัดออกจากตลาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นจึงปรับตัวสูงขึ้นตาม
จิม บาร์นส์ ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ของบริษัทบริน มอร์ ทรัสต์ กล่าวว่า บรรยากาศในตลาดเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนแล้ว
“ตอนนี้เราอยู่ในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยอีกแบบหนึ่ง” บาร์นส์กล่าว “เมื่อไม่มีข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับอิหร่าน ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อ ก็เหมือนตลาดพันธบัตรยอมแพ้ และบอกว่าต้องตีราคาใหม่ให้สูงขึ้น”
ส่วนในฝั่ง "พันธบัตรระยะยาว" ภาพรวมยังดูไม่แน่นอนเช่นกัน กูนีต ดิงกรา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของธนาคาร BNP Paribas กล่าวว่า เมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 30 ปี ขยับเหนือระดับ 5% ก็เท่ากับสูญเสีย “เพดาน” ที่เคยมีอยู่ไปแล้ว โดยเมื่อทะลุผ่านแนวต้านสำคัญ ยีลด์ก็สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระมากขึ้น
“เมื่อไม่มีสมอคอยยึดแล้ว จะมีอะไรหยุดไม่ให้บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นได้อีก ในโลกที่มีทั้งเงินเฟ้อสูง การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ทั่วโลก” นักวิเคราะห์บีเอ็นพี พาริบาส์กล่าว
ผู้ซื้อต่างประเทศเปลี่ยนโฉมหน้า
อีกปัจจัยสำคัญคือ "โครงสร้างของผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เปลี่ยนไป"
ในอดีตผู้ซื้อรายใหญ่จากต่างประเทศ เช่น ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ มักเป็นผู้ถือพันธบัตรระยะยาวที่ไม่ได้อ่อนไหวต่อความผันผวนระยะสั้นของตลาดมากนัก
แต่ปัจจุบัน ผู้ซื้อเปลี่ยนไปอย่างมากและอ่อนไหวต่อระดับราคามากขึ้น โดยผู้ซื้อจำนวนมากอยู่ในประเทศศูนย์กลางการเงิน เช่น สหราชอาณาจักร เบลเยียม หมู่เกาะเคย์แมน และลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นศูนย์รับฝากพันธบัตรของบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์จากทั่วโลก และติดอันดับ 7 ประเทศผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดนอกสหรัฐ
สหราชอาณาจักร (UK) แซงหน้า "จีน" ขึ้นเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ตั้งแต่เดือนมี.ค. ปีที่แล้ว และปัจจุบันถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐเกือบ 9 แสนล้านดอลลาร์
การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า ยีลด์ที่สูงขึ้นไม่ได้ดึงดูดแรงซื้อกลับเข้ามาโดยอัตโนมัติเหมือนในอดีตอีกต่อไป นักลงทุนในปัจจุบันระมัดระวังและเลือกจังหวะมากขึ้น ซึ่งอาจเปิดทางให้ยีลด์ปรับตัวขึ้นต่อได้ ก่อนที่อุปสงค์จะกลับเข้ามามากพอที่จะสร้างฐานรองรับใหม่
“แรงเทขายยังไม่จบ ตอนนี้เพิ่งเดือนพ.ค. และอัตราเงินเฟ้อจะยังสูงขึ้นต่อ” การ์วีย์จากไอเอ็นจีกล่าว
ที่มา: Reuters

