วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จีนกำลัง ‘กู้ซากฟองสบู่’ พลิก ‘ตึกร้าง’ ให้ ‘ทำเงิน’

จีนกำลัง ‘กู้ซากฟองสบู่’ พลิก ‘ตึกร้าง’ ให้ ‘ทำเงิน’

ในวิกฤติ ‘เมืองผี’ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จีนกำลังพยายามเปลี่ยนตึกระฟ้าและอาคารร้างจาก ‘สัญลักษณ์ฟองสบู่’ ให้กลายเป็น ‘เครื่องมือกู้เศรษฐกิจ’ ผ่านการดัดแปลงเป็นที่อยู่อาศัยปล่อยเช่า และผลักดันเข้ากอง REITs เพื่อสร้างกระแสเงินสดกลับคืน

ท่ามกลาง “วิกฤติเมืองผีจีน” จีนกำลังพยายาม “ชุบชีวิต” ตึกระฟ้าที่เคยถูกทิ้งร้างให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านโมเดลดัดแปลงอาคารว่างให้กลายเป็น “ที่อยู่ปล่อยเช่า” แทน รวมถึงการใช้กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพื่อพลิกสร้างกระแสเงินสดกลับมา

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพดังกล่าวชัดที่สุด คือ โครงการ “Shenzhen-Hong Kong International Center” ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเดิมถูกวางแผนให้เป็น “ตึกที่สูงที่สุดในจีน” ด้วยความสูง 700 เมตร แซงหน้า Shanghai Tower ที่สูง 632 เมตร

แต่ความฝันดังกล่าวพังทลายลง หลังบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Shimao Group Holdings ประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ดอลลาร์ในปี 2022 จนที่ดินถูกยึดและนำออกประมูลหลายครั้งโดยไม่มีผู้ซื้อ ก่อนที่รัฐวิสาหกิจ China Resources Land จะเข้าซื้อในปี 2026 ด้วยมูลค่าเพียง 7,000 ล้านหยวน ต่ำกว่าราคาที่ Shimao เคยซื้อเมื่อปี 2017 ถึงกว่า 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม เจ้าของใหม่เลือก “ทิ้งความฝันตึกระฟ้า” และปรับแผนใหม่ทั้งหมด โดยเน้นสร้างเป็น “ที่อยู่อาศัย” แทน เพราะมองว่าเป็นวิธีคืนทุนที่จับต้องได้มากกว่าในยุคที่ตลาดสำนักงานจีนกำลังเผชิญภาวะล้นตลาด

ภายใต้แผนใหม่ หากนำมูลค่าที่ดิน 7,000 ล้านหยวน มาหารด้วยพื้นที่ส่วนที่วางแผนพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย จะคิดเป็นต้นทุนราว 23,000 หยวนต่อตารางเมตร ซึ่ง “ถูกกว่า” ราคาบ้านใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ราว 50,000 หยวนต่อตารางเมตร

บริษัทประเมินว่า สามารถกู้คืนเงินลงทุนได้ แม้รวมต้นทุนการก่อสร้างแล้วก็ตาม โดยจะเน้นขายโครงการที่อยู่อาศัยเป็นหลักในช่วงแรก

ภาพดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจจีน จากยุคที่เมืองต่าง ๆ แข่งกันสร้างแลนด์มาร์กขนาดมหึมา เพื่อดึงดูดการลงทุนและแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจ สู่ยุคที่ “การอยู่รอด” และ “การกู้คืนมูลค่า” กลายเป็นเป้าหมายสำคัญกว่า

ในนครเซี่ยงไฮ้ โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่หยุดก่อสร้างนานกว่า 10 ปีในเขตเจียติ้ง ก็กำลังถูกนำกลับมาพัฒนาใหม่เช่นกัน โดยบริษัทบริหารหนี้เสียรายใหญ่ของจีน China Cinda Asset Management มีแผนเปลี่ยนอาคารดังกล่าวให้เป็น “อพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่า” พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ก่อนสร้างรายได้ค่าเช่าระยะยาวและนำเข้าจดทะเบียนเป็น REIT ในอนาคต

โมเดลลักษณะนี้ กำลังเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในจีน โดยเฉพาะการนำ “อาคารสำนักงานร้าง” มาปรับเป็น “ที่อยู่อาศัยสำหรับคนรุ่นใหม่”

ตัวอย่างหนึ่งคือกอง REIT ของ China Universal Asset Management ที่ลงทุนในโครงการแปลงอาคารสำนักงานว่างในเซี่ยงไฮ้ ให้เป็น “ห้องเช่าขนาดเล็ก” สำหรับพนักงานในนิคมเทคโนโลยีใกล้เคียง จนสามารถรักษาอัตราการเข้าพักได้ “มากกว่า 90%”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มมี “เรื่องราวความสำเร็จ” เกิดขึ้นบ้าง แต่ความท้าทายของอสังหาริมทรัพย์จีนยังคงหนักหน่วง

ในเมืองเทียนจิน โครงการตึกสูง 597 เมตรที่ถูกขนานนามว่า “ตึกร้างที่สูงที่สุดในโลก” กลับมาเริ่มก่อสร้างอีกครั้งในปี 2025 หลังหยุดชะงักนานเกือบ 10 ปี จากผลกระทบของฟองสบู่ตลาดหุ้นจีนแตกในปี 2015

จีนกำลัง ‘กู้ซากฟองสบู่’ พลิก ‘ตึกร้าง’ ให้ ‘ทำเงิน’

- ตึกร้างระฟ้า Goldin Finance 117 สูง 597 เมตร (ภาพ: Shutterstock) -

แม้โครงการจะกลับมาเดินหน้า แต่หลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่า เมืองที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวอย่างเทียนจิน จะมี “ผู้เช่า” มากพอรองรับหรือไม่ เพราะปัญหาหลักของจีนเวลานี้ ไม่ใช่แค่ “สร้างไม่เสร็จ” แต่คือ “สร้างเสร็จแล้วไม่มีคนใช้”

ข้อมูลจากองค์กรสำรวจอาคารสูงระดับนานาชาติระบุว่า จากอาคารสูงเกิน 200 เมตรจำนวน 133 แห่งที่สร้างเสร็จทั่วโลกในปี 2024 ในจำนวนนั้น “มีมากถึง 91 แห่ง” ที่อยู่ในจีน สะท้อนภาวะการก่อสร้างที่ยังล้นตลาดอย่างหนัก

ผลที่ตามมาคือ อัตราพื้นที่สำนักงานว่างในเมืองใหญ่ของจีน “พุ่งขึ้นสู่ระดับ 20%-30%” สูงกว่าญี่ปุ่นที่อยู่เพียง 2%-3% อย่างมาก

แม้แต่ Shanghai Tower ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจีนยุคใหม่ ก็ยังเคยถูกวิจารณ์ว่าเป็น “หอคอยผี” หลังเปิดใช้งานแล้วมีผู้เช่าจริงเพียงบางส่วน และเผชิญต้นทุนบำรุงรักษาสูงจากดีไซน์อาคารที่ซับซ้อน

เมื่ออาคารว่างมากขึ้น ค่าเช่าก็ถูกกดดันให้ลดลง ทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ และเริ่มกระทบมูลค่าทรัพย์สินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์และกองทุนลงทุนต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงของจีนอาจ “ใหญ่กว่าที่เห็น” เพราะอาคารจำนวนมากถือครองโดยรัฐวิสาหกิจหรือกองทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ทำให้ข้อมูลอัตราการเช่าจริงหรือสภาพทางการเงินที่แท้จริงไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน

ตราบใดที่ธนาคารของรัฐยังคงปล่อยสินเชื่อสนับสนุน โครงการจำนวนมากก็ยังสามารถ “ประคองอยู่ต่อ” ได้ แม้อาคารจะมีผู้เช่าน้อยหรือแทบไม่มีคนใช้งานจริงก็ตาม

อ้างอิง: nikkei